Lactate Threshold
วิทยาศาสตร์เส้นแบ่ง Easy กับ Hard — ทำไม lactate ถึงไม่ใช่ตัวร้าย และสองจุดวิกฤตในร่างกายที่กำหนดว่าคุณจะวิ่งเร็วแค่ไหน
- เข้าใจว่า lactate คืออะไรจริงๆ — และทำไมมันถึงไม่ใช่ “กรดแลคติก” ที่ทำให้ขาหนัก
- รู้จัก LT1 กับ LT2 ต่างกันอย่างไร และแต่ละเส้นส่งผลต่อการวิ่งอย่างไร
- เข้าใจว่าทำไม LT2 จึงทำนาย marathon performance ได้ดีกว่า VO₂max
- หา lactate threshold ของตัวเองได้โดยไม่ต้องเข้าแล็บ
- เทรนเพื่อดัน LT ขึ้นด้วย tempo run และ cruise intervals อย่างถูกต้อง
- เชื่อมโยง LT2 เข้ากับ T pace ของ Jack Daniels ได้ชัดเจน
- Lactate คืออะไร — ล้างความเข้าใจผิดเรื่อง “กรดแลคติก”
- Lactate Curve — กราฟที่ซ่อนอยู่ในร่างกายของทุกคน
- LT1 vs LT2 — ความแตกต่างที่สำคัญ
- ทำไม LT จึงสำคัญกว่า VO₂max
- หา LT โดยไม่เจาะเลือด — Field test + Talk test
- เทรนเพื่อดัน LT ขึ้น — Tempo run + Cruise intervals
- ตารางซ้อมตัวอย่าง
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
1. Lactate คืออะไร — ล้างความเข้าใจผิดเรื่อง “กรดแลคติก”
ถ้าคุณเคยวิ่งหนักจนขาแน่นและเหนื่อยมาก คุณอาจเคยได้ยินว่า “กรดแลคติกสะสมในกล้ามเนื้อ” — แต่ประโยคนั้นผิดทางวิทยาศาสตร์ในหลายระดับ และความเข้าใจผิดนี้ยังคงแพร่หลายอยู่แม้ในหมู่โค้ชและนักวิ่งที่มีประสบการณ์
- “กรดแลคติก” (lactic acid) ในร่างกายมีอยู่จริงทางเคมี แต่แทบไม่มีนัย — ที่ pH เลือดปกติ (~7.4) lactic acid แตกตัวเป็น lactate⁻ + H⁺ เกือบทั้งหมด (อัตราส่วน lactate:lactic acid ≈ 3,500:1) สิ่งที่วัดได้ในเลือดและกล้ามเนื้อจึงเป็น lactate แทบทั้งสิ้น ไม่ใช่ lactic acid
- Lactate ไม่ได้ทำให้กล้ามเนื้อ “เป็นกรด” — ความเป็นกรดระหว่างออกกำลังกายหนักเกิดจาก H⁺ ion ที่สะสม ไม่ใช่ lactate โดยตรง กระบวนการสร้าง lactate จาก pyruvate จริงๆ แล้วช่วยลดการสะสมของ H⁺ บางส่วน (เพราะ reaction นี้ consume H⁺) แต่ lactate เองไม่ใช่ buffer แบบ bicarbonate
- Lactate ไม่ได้ทำให้ปวดเมื่อยหลังวิ่ง (DOMS) — DOMS เกิดจาก micro-tears ของกล้ามเนื้อจาก eccentric loading ไม่ใช่ lactate (lactate หายออกจากเลือดภายใน 1–2 ชั่วโมงหลังหยุดออกกำลัง)
- Lactate ไม่ใช่ waste product — มันคือ fuel ที่ร่างกายใช้งานอยู่ตลอด แม้ตอนพัก
ความจริงนั้นกลับตาลปัตร Dr. George Brooks นักสรีรวิทยาจาก UC Berkeley ใช้เวลาหลายสิบปีพิสูจน์ว่า lactate คือ แหล่งพลังงานสำคัญ ที่หัวใจและกล้ามเนื้อที่ได้รับออกซิเจนดีสามารถใช้เป็น fuel ได้โดยตรง และสัดส่วนการใช้จะเพิ่มขึ้นระหว่างการออกกำลังกาย ทฤษฎีนี้ปัจจุบันเรียกว่า Lactate Shuttle Theory
- Lactate ถูกผลิตออกมา ตลอดเวลา แม้แต่ตอน rest — ไม่ใช่แค่ตอน “anaerobic”
- ร่างกายส่ง lactate ผ่านเลือดจาก cell ที่ผลิตไปยังอวัยวะที่ต้องการพลังงาน (Cell-to-Cell Lactate Shuttle)
- Lactate จำนวนมากถูกนำกลับไปสร้าง glucose ใหม่ผ่าน Cori Cycle ที่ตับ — สัดส่วนขึ้นกับ intensity ของการออกกำลังกาย
- หัวใจใช้ lactate เป็น fuel โดยตรงและสัดส่วนการใช้ lactate ในหัวใจเพิ่มขึ้นระหว่างออกกำลังกาย — ยิ่งออกหนัก หัวใจยิ่งพึ่งพา lactate มากขึ้น
- Lactate ยังเป็น signaling molecule — กระตุ้น mitochondrial biogenesis และ fat oxidation ซึ่งคือ adaptation ที่ทำให้เราฟิตขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงเวลาวิ่งหนักเกินจนขาแน่นคือ: rate การผลิต lactate เร็วกว่า rate การ clear ออก ทำให้ H⁺ ion สะสม เกิดภาวะกรดใน cell ซึ่งรบกวนการทำงานของ enzyme และกล้ามเนื้อ — ไม่ใช่ตัว lactate เองที่เป็นปัญหา
2. Lactate Curve — กราฟที่ซ่อนอยู่ในร่างกาย
ถ้าคุณวิ่งช้าๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มความเร็วเป็นขั้นๆ ขณะเดียวกันก็วัด blood lactate ทุก 3–5 นาที คุณจะได้กราฟที่เรียกว่า Lactate Curve — กราฟนี้เป็นหัวใจของการทำความเข้าใจ threshold และเป็นสิ่งที่นักกีฬาชั้นนำทดสอบในแล็บทุกๆ ไม่กี่สัปดาห์
วิ่งได้ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า
แต่หายใจถี่ขึ้น
พูดได้ 3–4 คำ
lactate พุ่ง exponential
กราฟมีลักษณะโค้งขึ้น: ช่วง easy เกือบราบ → LT1 เริ่มไต่ขึ้นเล็กน้อย → LT2 เริ่มชันมาก → เหนือ LT2 พุ่งแบบ exponential
กราฟนี้มีจุดเปลี่ยนสำคัญสองจุดที่เรียกว่า LT1 และ LT2 ช่วงระหว่างสองจุดนี้เรียกว่า “No Man’s Land” หรือ “grey zone” — เป็นช่วงที่ให้ stimulus บางอย่างได้ แต่มี recovery cost สูงเมื่อเทียบกับ easy run หรือ threshold training เต็มรูปแบบ หลายระบบการฝึก (รวมถึง polarized model ของ Seiler) จึงไม่ใช้เป็น intensity หลัก
3. LT1 vs LT2 — ความแตกต่างที่สำคัญ
LT1 และ LT2 เป็นสองจุดที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งในด้านสรีรวิทยา ความรู้สึก และวิธีการเทรน
LT1 — เพดานของ Zone 2 Training
การวิ่งต่ำกว่า LT1 ตลอด (~80% ของ volume) คือสิ่งที่นักวิ่ง elite ส่วนใหญ่ทำ เหตุผลทางสรีรวิทยา:
- Mitochondrial biogenesis — กระตุ้นให้สร้าง mitochondria เพิ่มใน slow-twitch muscle fibers
- Capillary density — เส้นเลือดฝอยเพิ่มขึ้น ส่ง oxygen ได้ดีขึ้น
- Fat oxidation — ฝึกให้ร่างกายเผาผลาญไขมันเป็นพลังงานได้มีประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพา glycogen
- รองรับ quality workout ที่หนักกว่าโดยไม่ overtraining
LT2 — MLSS และชื่อที่ทำให้เข้าใจผิด
LT2 มีชื่อเรียกหลายชื่อในวรรณกรรมวิทยาศาสตร์: Anaerobic Threshold, Maximal Lactate Steady State (MLSS), Ventilatory Threshold 2 (VT2), OBLA — สิ่งสำคัญคือทั้งหมดนี้ ไม่ใช่สิ่งเดียวกันทุกประการ แต่เป็น physiological landmarks ที่อยู่ใกล้กันในร่างกาย (Faude et al., 2009) LT2 จากการทดสอบแบบ incremental มักเกิดขึ้น ใกล้เคียง กับ MLSS แต่ไม่จำเป็นต้องตรงกันเป๊ะในทุกคน
ชื่อ “Anaerobic Threshold” เป็นคำเก่าที่ทำให้เข้าใจผิดว่า “เหนือ LT2 = ร่างกายหยุดใช้ออกซิเจน” — จริงๆ แล้วการออกกำลังกายยังคง aerobic ตลอด สิ่งที่เปลี่ยนคือ balance ระหว่าง lactate production กับ clearance เท่านั้น
ถ้าคุณอ่านบทความ Jack Daniels Training Plan แล้ว — T pace คือ LT2 นั่นเอง Daniels เรียกมันว่า “comfortably hard” และเป็นเพซที่ใช้ใน Tempo run กับ Cruise intervals ซึ่งออกแบบมาเพื่อกดดัน LT2 โดยตรง
T pace ≈ 88–92% HRmax ≈ 83–88% VO₂max ≈ ความเร็วที่นักวิ่งส่วนใหญ่วิ่งได้ต่อเนื่องประมาณ 45–60 นาทีในการแข่งขัน (บุคคลแต่ละคนอาจต่างกันขึ้นกับ individual LT2)
4. ทำไม LT จึงสำคัญกว่า VO₂max
VO₂max วัดได้ว่าร่างกายสูบออกซิเจนได้มากแค่ไหนในทางทฤษฎี — แต่มันไม่ได้บอกว่าคุณใช้ออกซิเจนนั้นได้มีประสิทธิภาพแค่ไหนในการแข่งขันจริงๆ นั่นคือสิ่งที่ LT บอก
นักวิ่ง A: VO₂max = 60 ml/kg/min | LT2 อยู่ที่ 70% VO₂max
→ วิ่งแข่ง marathon ได้ที่ ~65–68% VO₂max
นักวิ่ง B: VO₂max = 60 ml/kg/min | LT2 อยู่ที่ 86% VO₂max
→ วิ่งแข่ง marathon ได้ที่ ~80–84% VO₂max
นักวิ่ง B วิ่งเร็วกว่าอย่างมีนัยสำคัญ — แม้ VO₂max เท่ากันทุกประการ เพราะ %VO₂max ที่ LT2 สูงกว่า
การศึกษาหลายชิ้นยืนยันว่า LT2 (% VO₂max at MLSS) เป็นตัวทำนาย marathon และ half marathon performance ได้ดีกว่า VO₂max อย่างเดียว เพราะ marathon ต้องวิ่งใต้ LT2 ตลอด นักวิ่งที่มี LT2 สูง (เป็น % VO₂max) จึงวิ่งที่ pace เร็วกว่าโดยไม่เกิน threshold
% VO₂max ที่ LT2 ในนักวิ่งระดับต่างกัน
| ระดับ | LT2 ที่ % VO₂max | LT2 ที่ % HRmax | T pace (VDOT 50) |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ / ไม่ได้ฝึก | 55–65% | 75–82% | ช้ากว่า T pace มาก |
| สมัครเล่น ฝึกสม่ำเสมอ | 70–80% | 82–88% | ใกล้เคียง T pace |
| นักวิ่งฝึกจริงจัง | 82–88% | 85–92% | T pace = 4:08 /km |
| Elite / ชั้นนำ | 88–92% (บางรายถึง 94%) | 88–94% | เร็วกว่า T pace ในตาราง |
LT กับ marathon จริงๆ
Eliud Kipchoge วิ่ง marathon ได้ใกล้ 2 ชั่วโมง ส่วนหนึ่งเพราะ LT2 ของเขาน่าจะอยู่ใกล้ 90% VO₂max หรือสูงกว่า (ค่านี้เป็นการประมาณจากข้อมูลนักวิ่ง elite ระดับโลก — ยังไม่มีงานวิจัยที่วัด Kipchoge โดยตรงในเชิงนี้) นั่นหมายความว่าเขาสามารถวิ่งที่ intensity สูงมากตลอด 2+ ชั่วโมงได้โดยไม่ข้าม threshold นักวิ่งทั่วไปทำได้แค่ ~70–80% VO₂max ตลอดการแข่งขัน marathon ความต่างนี้มาจาก LT2 เป็นหลัก
5. หา LT โดยไม่เจาะเลือด
วิธีที่ 1 — Lab Test (Gold Standard)
การเจาะเลือดจาก earlobe ทุก 3–5 นาที ขณะวิ่งบน treadmill ที่ความเร็วเพิ่มขึ้นเป็น step — ได้กราฟ lactate curve ที่แม่นยำที่สุด แต่มีค่าใช้จ่ายสูงและหายากในไทย เหมาะสำหรับนักกีฬาที่ต้องการ precision สูง
วิธีที่ 2 — Joe Friel’s 30-Minute Field Test (แนะนำ)
วิธีที่ coach หลายพันคนทั่วโลกใช้มากว่า 20 ปี เพราะ correlate ดีกับ lab-measured LTHR สำหรับนักวิ่งที่ฝึกมาพอสมควรแล้ว:
วิธีที่ 3 — เชื่อมกับ VDOT / T pace
ถ้าคุณรู้ VDOT จากเวลาแข่งแล้ว — T pace ในตาราง Jack Daniels ≈ LT2 pace ของคุณ สามารถใช้ได้เลยโดยไม่ต้องทดสอบเพิ่ม
| VDOT | T pace (≈ LT2) | ความหมาย | 10K race ≈ |
|---|---|---|---|
| 35 | 5:31 /km | ~45–60 min effort | ~60 นาที |
| 40 | 4:57 /km | ~45–60 min effort | ~54 นาที |
| 45 | 4:30 /km | ~45–60 min effort | ~49 นาที |
| 50 | 4:08 /km | ~45–60 min effort | ~44 นาที |
| 55 | 3:50 /km | ~45–60 min effort | ~40 นาที |
| 60 | 3:34 /km | ~45–60 min effort | ~37 นาที |
* T pace จาก Jack Daniels Running Formula ค่า 10K race เป็น approximation เพื่อแสดงบริบท ไม่ใช่ค่าตรงจากตาราง VDOT
6. เทรนเพื่อดัน LT ขึ้น
LT2 เป็น most trainable marker สำหรับนักวิ่งส่วนใหญ่ — นักวิ่งมือใหม่อาจดัน LT2 ขึ้นได้ 10–20% ภายใน 3–6 เดือน นักวิ่งที่ฝึกมาแล้วยังดันขึ้นได้ 3–7% ต่อ training phase
การเทรน LT2 ทำงานผ่าน adaptation หลัก 4 อย่าง:
- Mitochondrial biogenesis — สร้าง mitochondria เพิ่มใน muscle fiber → clear lactate ได้เร็วขึ้น
- MCT upregulation — Monocarboxylate Transporter โปรตีนที่ขนส่ง lactate ออกจาก cell ทำงานได้ดีขึ้น
- Improved buffering capacity — กล้ามเนื้อทนต่อ H⁺ ได้ดีขึ้น ทำงานได้นานขึ้นก่อนล้า
- Increased fat oxidation — ใช้ไขมันเป็น fuel มากขึ้นที่ pace เดิม ลดการผลิต lactate และประหยัด glycogen
Intensity: T pace จาก VDOT table
Rest: ไม่มี (ถัดไปเป็น cool down)
Warm-up: E run 10–15 นาที
เหมาะสำหรับนักวิ่งที่มี base ดีแล้ว ต้องการ maximal threshold stimulus ต่อเนื่อง challenge คือต้องควบคุม pace ตลอด ถ้าเร็วกว่า T pace เกิน 20–30 วิ/km อาจเข้าสู่ I zone ได้
Rest: 1–2 นาที (E pace หรือ jog)
Total T time: 25–50 นาที
Warm-up: E run 10–15 นาที
Jack Daniels แนะนำสำหรับทุกระดับ — recovery สั้นทำให้วิ่ง T pace ได้ total มากกว่า tempo ต่อเนื่อง เพราะ lactate clear บางส่วนในช่วง rest ทำให้คุณภาพแต่ละ rep ดีกว่า
7. ตารางซ้อมตัวอย่าง
ตัวอย่าง: นักวิ่ง VDOT 45 ซ้อม 6 วัน/สัปดาห์ ระยะ ~55 กม./สัปดาห์ เป้าหมาย Half Marathon
T pace = 4:30 /km | LTHR ≈ 162 bpm (สมมติ) | LT volume ≤ 5.5 กม. (~25 นาที) ต่อสัปดาห์
| วัน | Workout | ระยะ/เวลา |
|---|---|---|
| จันทร์ | พัก / Cross-train | — |
| อังคาร | Q1: Cruise Intervals — 3 × 7 นาที @ T pace (90 วิ jog) = T pace รวม 21 นาที (~4.7 กม.) | ~11 กม. |
| พุธ | E run (Recovery) | 8 กม. |
| พฤหัส | E run + 4 Strides | 10 กม. |
| ศุกร์ | E run (Easy) | 6 กม. |
| เสาร์ | Q2: Progression Long Run — 10 กม. E pace + 5 กม. M pace (ไม่ใช่ T pace) | ~15 กม. |
| อาทิตย์ | Long E run (≤ 25% weekly) | 13 กม. |
8. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- วิ่ง tempo เร็วเกินไป — เร็วกว่า T pace 30+ วิ/km กลายเป็น I zone แล้ว lactate พุ่งมาก recovery นานกว่าปกติ และ injury risk สูงขึ้น เสียกว่าไม่ได้ stimulus ที่ต้องการ
- วิ่ง tempo ช้าเกินไป — ช้ากว่า T pace 30+ วิ/km ตกลงมาอยู่ใน grey zone ระหว่าง LT1–LT2 ได้ stimulus น้อยกว่า tempo จริงๆ อย่างมีนัย
- ทำ threshold workouts ทุกวัน — LT workout ต้องการ recovery 48+ ชั่วโมง ทำมากเกินไปทำให้ VO₂max workouts ก็พลอยด้อยลง เพราะขาล้าอยู่ตลอด จำกัดอยู่ที่ 1–2 ครั้ง/สัปดาห์
- ใช้ความรู้สึกแทน pace/HR — “รู้สึกหนักพอ” ไม่แม่นพอ ใช้ VDOT T pace หรือ LTHR จาก field test ปรับตาม conditions (อากาศร้อน ความชื้นสูง ลาดชัน ลม)
- ไม่ warm up ก่อน — กระโดดเข้า T pace เลยทำให้ lactate พุ่งสูงตั้งแต่แรก ไม่ได้อยู่ใน true threshold zone warm up 10–15 นาที easy ก่อนเสมอ
- ทำ tempo หลัง long run หรือ Q day อื่น — จัด Q days ไว้หลัง recovery days เสมอ คุณภาพ threshold workout ขึ้นอยู่กับว่าขา “สดพอ” หรือเปล่า
- Lactate ไม่ใช่ตัวร้าย — เป็น fuel สำคัญที่หัวใจและกล้ามเนื้อที่ออกซิเจนดีใช้เป็นพลังงานได้โดยตรง ความล้าระหว่างออกกำลังกายหนักเกิดจาก metabolic fatigue ที่ซับซ้อน รวมถึง H⁺, inorganic phosphate (Pi), Ca²⁺ handling และ CNS fatigue — ไม่ใช่ lactate โดยตรง
- LT1 คือ เพดานบนของ Zone 2 — วิ่งใต้นี้ 75–80% ของเวลาทั้งหมด สร้างฐาน aerobic ที่ทำให้ threshold training ทำงานได้จริง
- LT2 ≈ MLSS — มักเกิดใกล้เคียงกัน (แต่ไม่เท่ากันเป๊ะ) ≈ Jack Daniels’ T pace ≈ ความเร็วแข่งขัน 45–60 นาที
- LT2 ทำนาย marathon performance ได้ดีกว่า VO₂max — เพราะ marathon ต้องวิ่งต่ำกว่า LT2 ตลอด นักวิ่งที่มี LT2 สูง (เป็น % VO₂max) จึงได้เปรียบ
- หา LT2 ด้วย Joe Friel’s 30-minute test — วิ่ง hard 30 นาที คนเดียว → average HR ใน 20 นาทีสุดท้าย = LTHR
- เทรนด้วย tempo run (20–40 นาที) หรือ cruise intervals (3–5 × 5–15 นาที) ≤ 10% ของ weekly volume สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง
FAQ คำถามที่พบบ่อย
VO₂max คือ “เพดาน” ของระบบ aerobic — ปริมาณออกซิเจนสูงสุดที่ร่างกายใช้ได้ LT2 คือ “เปอร์เซ็นต์ของเพดาน” ที่คุณทำงานได้จริงในการแข่งขันระยะ 10K ขึ้นไป สำหรับนักวิ่งที่มีฐาน aerobic ดีแล้ว การดัน LT2 ขึ้นมักให้ผลลัพธ์ดีกว่าการพยายามเพิ่ม VO₂max อย่างเดียว ทั้งสองสัมพันธ์กัน — ฐาน easy run สร้าง mitochondria ที่ทำให้ LT training ได้ผล
อุปกรณ์ wrist-based ประมาณ threshold จาก HR variability และ running dynamics — ความแม่นยำต่ำถึงปานกลาง error ±5–15% เมื่อเทียบกับ lab test Garmin ใช้ Firstbeat algorithm ซึ่ง correlate ได้พอควรแต่ไม่ใช่ measurement จริง ใช้เป็น “trend tracker” ได้ แต่สำหรับ precision ควรใช้ Friel field test
ให้ยึด pace จาก VDOT table เป็นหลักก่อน เพราะ HR อาจต่ำกว่า LTHR ได้หลายเหตุ — อากาศเย็น, เพิ่งเริ่ม warm up, ยา beta-blocker, หรือ form เปลี่ยน ถ้า pace ถูกแต่ HR ต่ำกว่า LTHR 5–8 bpm ถือว่า acceptable ห้ามเพิ่ม pace เพื่อดัน HR ขึ้นโดยเฉพาะ
ทั้งสองจำเป็น — ไม่ใช่ either/or Easy run สร้างฐาน mitochondria และ fat oxidation ที่ทำให้ threshold training ทำงานได้ดี ถ้าทำ tempo โดยไม่มีฐาน easy run เพียงพอ adaptation จะน้อยกว่าและ injury risk สูงขึ้น งานวิจัยที่ support มากที่สุดคือ 80/20 model — 80% easy (ใต้ LT1), 20% quality (รอบ LT2 หรือ VO₂max)
ไม่ใช่ — ความเข้าใจผิดนี้ยังแพร่หลายมาก DOMS (Delayed Onset Muscle Soreness) เกิดจาก micro-tears ของ muscle fiber โดยเฉพาะจาก eccentric contraction (เช่น วิ่งลงเนิน) Lactate หายออกจากเลือดภายใน 1–2 ชั่วโมงหลังหยุดออกกำลังกาย ไม่ได้อยู่ในกล้ามเนื้อถึงวันต่อมา
📚 อ้างอิง
- Brooks, G.A. (2018). The Science and Translation of Lactate Shuttle Theory. Cell Metabolism, 27(4), 757–785. https://doi.org/10.1016/j.cmet.2018.03.008
- Faude, O., Kindermann, W., & Meyer, T. (2009). Lactate threshold concepts: how valid are they? Sports Medicine, 39(6), 469–490.
- Billat, V.L., Sirvent, P., Py, G., Koralsztein, J.P., & Mercier, J. (2003). The concept of maximal lactate steady state: a bridge between biochemistry, physiology and sport science. Sports Medicine, 33(6), 407–426.
- Daniels, J. (2014). Daniels’ Running Formula (3rd ed.). Human Kinetics.
- Friel, J. (2009). The Triathlete’s Training Bible (3rd ed.). VeloPress. [Joe Friel 30-minute field test]
- Joyner, M.J., & Coyle, E.F. (2008). Endurance exercise performance: the physiology of champions. Journal of Physiology, 586(1), 35–44.

Pingback: ตารางซ้อม Half Marathon 12–16 สัปดาห์: วิ่งให้จบและทำเวลา | TheSubList
Pingback: Speed Work & Interval Training: ฝึกความเร็วอย่างมีหลักวิทยาศาสตร์ | TheSubList
Pingback: ตารางซ้อม Full Marathon 18–20 สัปดาห์: วิ่งให้จบและทำเวลา | TheSubList
Pingback: Periodization สำหรับนักวิ่ง: วางโครงสร้างซ้อมทั้งฤดูกาลให้ “พีค” ตรงวันแข่ง - TheSubList