วางแผนซ้อมวิ่งแบบ Jack Daniels
ระบบ E/M/T/I/R ที่นักวิ่งทั่วโลกไว้ใจ — เข้าใจ 5 ประเภทการวิ่ง 4 ช่วงการซ้อม และวิธีออกแบบตารางซ้อมที่เหมาะกับตัวเอง
🎯 สิ่งที่คุณจะได้จากบทความนี้
- เข้าใจ 7 หลักการซ้อมหลักของ Jack Daniels — ทำไมการซ้อมต้องมีระบบ
- รู้จัก 5 ประเภทการวิ่ง (E, M, T, I, R) — เพซ, จุดประสงค์, และวิธีวัดความหนักที่ถูกต้อง
- ตาราง VDOT → เพซซ้อมสำหรับนักวิ่งระดับ Sub-5 ถึง Sub-3 (min/km)
- เข้าใจ 4 ช่วงการซ้อม (Phase I–IV) และ Q1/Q2 workout ที่ควรทำในแต่ละช่วง
- Step-by-step: ออกแบบตารางซ้อมสัปดาห์ละ 5–6 วันได้ด้วยตัวเอง
สารบัญ
- ทำไมต้องมีระบบซ้อม?
- 7 หลักการพื้นฐานของ Jack Daniels
- 5 ประเภทการวิ่ง: E / M / T / I / R
- ตาราง VDOT → เพซซ้อมจริง
- 4 ช่วงการซ้อม (Phase I–IV)
- Q1 / Q2 Workouts ต่อ Phase
- วิธีออกแบบตารางซ้อมด้วยตัวเอง
- ตัวอย่างสัปดาห์ซ้อมแต่ละ Phase
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- สรุป
ในบทที่ 2 เราเรียนรู้ว่า VDOT คืออะไรและใช้วัดฟิตเนสได้อย่างไร แต่คำถามถัดไปของนักวิ่งส่วนใหญ่คือ — “แล้วฉันควรซ้อมยังไง?”
Jack Daniels ไม่ได้แค่สร้างตาราง VDOT เขาวางระบบซ้อมที่สมบูรณ์ครบวงจรไว้ในหนังสือ Daniels’ Running Formula — ตั้งแต่หลักการทางสรีรวิทยา ไปจนถึงวิธีจัดตารางซ้อมทั้งฤดูกาล ระบบนี้เป็นที่ยอมรับในวงการโค้ชวิ่งระดับสากล และสามารถปรับใช้กับนักวิ่งทุกระดับ ตั้งแต่มือใหม่จนถึง Sub-3 Marathon
1. ทำไมต้องมีระบบซ้อม?
การวิ่งสะสมระยะอย่างเดียว — “วิ่งเยอะๆ แล้วเร็วขึ้นเอง” — อาจได้ผลในช่วงแรก แต่จะถึงจุดหยุดนิ่งเร็วมาก เพราะร่างกายจะ ปรับตัวเฉพาะกับสิ่งที่ได้รับ หากซ้อมแบบเดิมทุกวัน ร่างกายจะหยุดพัฒนา
ระบบของ Daniels แก้ปัญหานี้โดยใช้หลักการ progressive overload อย่างมีโครงสร้าง — ค่อยๆ เพิ่มความหนักของการซ้อมในรูปแบบที่กระตุ้นระบบพลังงานแต่ละระบบอย่างเหมาะสม โดยไม่ทำลายร่างกาย
2. 7 หลักการพื้นฐานของ Jack Daniels
Daniels ตั้งระบบทั้งหมดบนหลักการ 7 ข้อ ซึ่งเป็น “กรอบคิด” ก่อนออกแบบการซ้อมทุกครั้ง:
- 1. ร่างกายตอบสนองต่อ stress — การซ้อมคือการสร้าง stress ที่ควบคุมได้ ร่างกายจะ adapt และแข็งแกร่งขึ้นในช่วงพักฟื้น
- 2. Specificity — ร่างกายพัฒนาเฉพาะระบบที่ถูกฝึก อยากวิ่งมาราธอนเร็วขึ้น ต้องฝึกระบบที่ใช้ในการวิ่งมาราธอน
- 3. Rate of achievement — การพัฒนาจะช้าลงเมื่อเข้าใกล้ศักยภาพสูงสุด ช่วงแรกพัฒนาเร็ว ยิ่งดีขึ้นยิ่งต้องลงทุนมากกว่าเดิม
- 4. Personal limits — แต่ละคนมีเพดานทางพันธุกรรม การซ้อมมากเกินเพดานไม่ทำให้ดีขึ้น แต่เพิ่มความเสี่ยงบาดเจ็บ
- 5. Diminishing return — เพิ่มระยะจาก 20 → 40 กม./สัปดาห์ ได้ผล 25% แต่เพิ่มจาก 80 → 160 กม./สัปดาห์ ได้ผลเพิ่มเพียง 10-15% ความเสี่ยงสูงกว่ามาก
- 6. Accelerating setbacks — ยิ่งซ้อมหนักขึ้น ความเสี่ยงบาดเจ็บก็สูงขึ้นตาม — ต้องสมดุลระหว่างหลักการ 3 และ 6 เสมอ
- 7. Ease of maintenance — รักษาฟิตเนสง่ายกว่าการสร้างใหม่ เมื่อถึงระดับที่ต้องการแล้ว ลดปริมาณได้มากโดยไม่สูญเสียฟิตเนส
3. 5 ประเภทการวิ่ง: E / M / T / I / R
Daniels แบ่งการวิ่งออกเป็น 5 ประเภทตามระดับความหนัก แต่ละประเภทกระตุ้นระบบสรีรวิทยาที่แตกต่างกัน และมีจุดประสงค์เฉพาะ:
4. ตาราง VDOT → เพซซ้อมจริง (min/km)
หาค่า VDOT ของคุณก่อนจากบทที่ 2 (คลิกที่นี่) จากนั้นใช้ตารางนี้กำหนดเพซซ้อมในแต่ละประเภท:
| VDOT | Marathon equiv. | HM equiv. | 5K equiv. | E pace (range) | M pace | T pace | I pace | R pace (นาที/400ม.) |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 35 | 4:16:06 | 2:04:12 | 26:58 | 7:12–7:45 | 6:04 | 5:31 | 5:09 | 1:58 |
| 40 | 3:49:37 | 1:50:53 | 24:06 | 6:29–6:59 | 5:27 | 4:57 | 4:38 | 1:45 |
| 45 | 3:28:15 | 1:40:14 | 21:48 | 5:54–6:22 | 4:56 | 4:30 | 4:13 | 1:36 |
| 50 | 3:10:39 | 1:31:31 | 19:56 | 5:26–5:52 | 4:31 | 4:08 | 3:52 | 1:28 |
| 55 | 2:55:54 | 1:24:16 | 18:22 | 5:02–5:26 | 4:10 | 3:50 | 3:35 | 1:21 |
| 60 | 2:43:22 | 1:18:08 | 17:02 | 4:41–5:04 | 3:52 | 3:34 | 3:20 | 1:16 |
สมมติ: คุณวิ่ง 10K ได้ 52:00 → คำนวณ VDOT ≈ 42 → ใช้ค่าระหว่าง VDOT 40 และ 45
- E pace ≈ 6:10–6:40 /km — วิ่ง warm up, cool down, long run ในช่วงนี้
- T pace ≈ 4:43 /km — เพซ tempo run, cruise intervals
- I pace ≈ 4:25 /km — เพซ 1000 ม. intervals
- R (400m) ≈ 1:40 — เพซ 400 ม. reps
5. 4 ช่วงการซ้อม (Phase I–IV)
Daniels แบ่งฤดูกาลซ้อมออกเป็น 4 ช่วงตามลำดับ โดยปกติช่วงละ 4–8 สัปดาห์ (รวมประมาณ 20–24 สัปดาห์สำหรับ marathon):
6. Q1 / Q2 Workouts ต่อ Phase
Daniels แนะนำ 2–3 วัน “quality” ต่อสัปดาห์ ส่วนที่เหลือเป็น E เรียกวัน quality ว่า Q1 (หลัก), Q2 (รอง) และบางครั้ง Q3 (ครั้งที่สาม สั้นกว่า):
| Phase | Q1 (Primary) | Q2 (Secondary) | เป้าหมายหลัก |
|---|---|---|---|
| Phase I (FI) | Long E run (25% weekly) | E + Strides 4–6×80 ม. | Aerobic base, injury prevention |
| Phase II (EQ) | R pace reps เช่น 8×400m R (พักเดิน/ยืน 2–3 นาที) | Cruise intervals (T) เช่น 4×1.6km T (1 นาทีพัก) | Speed + Economy + Threshold |
| Phase III (TQ) | I pace intervals เช่น 5×1000m I (3 นาทีพัก) | Cruise intervals (T) เช่น 5×1km T (1 นาทีพัก) | VO₂max + Threshold |
| Phase IV (FQ) | M pace long run เช่น 10–12 กม. at M pace | T cruise intervals หรือ race | Race readiness + Maintenance |
- วิ่ง 80–100 ม. ที่ความเร็วประมาณ R pace แต่ relaxed ไม่ใช่ sprint
- ทำ 4–6 ครั้ง หลัง E run พักเดิน 1–2 นาทีระหว่างแต่ละ stride
- ใช้ใน Phase I เพื่อ “เตือน” ขาให้คุ้นชินกับความเร็ว และพัฒนา running form
- ไม่นับเป็น quality workout เพราะสั้นและ effort ต่ำ
7. วิธีออกแบบตารางซ้อมด้วยตัวเอง
ทำตาม 6 ขั้นตอนนี้ได้เลย:
ใช้ผลแข่งล่าสุดคำนวณ VDOT ผ่านเครื่องมือในบทที่ 2 หรือ vdoto2.com — ใช้ผลแข่งที่เกิดขึ้นภายใน 8–12 สัปดาห์ที่ผ่านมาเท่านั้น
นับถอยหลังจากวันแข่ง แนะนำอย่างน้อย 18–24 สัปดาห์สำหรับ marathon, 12–16 สัปดาห์สำหรับ half marathon จัดสัดส่วน Phase ดังนี้:
- Phase I — 25–30% ของเวลาทั้งหมด
- Phase II — 20–25%
- Phase III — 25–30%
- Phase IV — 20–25%
เพิ่มระยะอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามความสามารถในการฟื้นตัวของร่างกาย — Daniels ไม่ได้กำหนดกฎ 10% โดยตรง แต่เน้นว่าควรหลีกเลี่ยงการเพิ่มปริมาณหรือความหนักอย่างรวดเร็ว ทุก 3–4 สัปดาห์ให้มี “down week” ลดระยะลง 20–30% เพื่อฟื้นฟู Daniels ยังเสนอแนวคิด Training Points เพื่อช่วยประเมินภาระการซ้อมรวม โดยพิจารณาทั้งปริมาณและความหนัก ไม่ใช่ดูระยะทางเพียงอย่างเดียว
วาง Q1 ต้นสัปดาห์ (วันอังคารหรือพุธ) Q2 กลางหรือปลายสัปดาห์ (วันพฤหัสหรือศุกร์) คั่นด้วย E days เสมอ ห้ามทำ quality วันติดกันยกเว้น Phase IV (สัปดาห์แข่ง)
ใช้ตารางในหัวข้อ 4 หรือ official calculator — วิ่ง E ให้ช้าพอ (ห้ามเร็วกว่า E fast), วิ่ง T ให้หนักพอดี (ถ้าพูดได้สบายแปลว่าช้าเกิน) วิ่ง I ให้ครบ rep duration ที่ 3–5 นาที
ถ้า VDOT เพิ่มขึ้น ให้อัปเดตเพซใหม่ ห้ามใช้เพซเดิมที่ “ง่ายเกินไปแล้ว” เพราะ stimulus จะไม่พอ แต่ถ้า VDOT ไม่เพิ่มขึ้นหลัง 6 สัปดาห์ อาจต้องทบทวนว่า recovery เพียงพอหรือไม่
8. ตัวอย่างสัปดาห์ซ้อมแต่ละ Phase
สมมติ: นักวิ่ง VDOT 45 ซ้อม 6 วัน/สัปดาห์ ระยะ ~60 กม./สัปดาห์ เป้าหมาย Half Marathon Sub-1:45
Phase I — Foundation
| วัน | Workout | ระยะ/เวลา |
|---|---|---|
| จันทร์ | พัก / Cross-train | — |
| อังคาร | E run + 4 Strides | 10 กม. |
| พุธ | E run (Easy) | 8 กม. |
| พฤหัส | E run + 4 Strides | 10 กม. |
| ศุกร์ | E run (Easy) | 6 กม. |
| เสาร์ | Long E run (≤ 25% weekly) | 15 กม. |
| อาทิตย์ | E run (Easy/Recovery) | 10 กม. |
Phase II — Early Quality (EQ)
| วัน | Workout | รายละเอียด |
|---|---|---|
| จันทร์ | พัก | — |
| อังคาร | Q1: R reps | 2km E warmup + 8×400m R (พักเดิน/ยืน 2–3 นาที) + 2km E cooldown |
| พุธ | E run | 10 กม. @ E pace |
| พฤหัส | Q2: Cruise Intervals | 2km E + 4×1.6km T (1 นาทีพัก) + 2km E |
| ศุกร์ | E run | 8 กม. @ E pace |
| เสาร์ | Long E run | 15–16 กม. @ E pace |
| อาทิตย์ | E recovery | 6–8 กม. ช้ามาก |
Phase III — Transition Quality (TQ)
| วัน | Workout | รายละเอียด |
|---|---|---|
| จันทร์ | พัก | — |
| อังคาร | Q1: I Intervals | 2km E + 5×1000m I (3 นาทีพัก) + 2km E |
| พุธ | E run | 10 กม. @ E pace |
| พฤหัส | Q2: Cruise Intervals | 2km E + 5×1km T (1 นาทีพัก) + 2km E |
| ศุกร์ | E run | 8 กม. @ E pace |
| เสาร์ | Long E / M mix | 16 กม.: 8E + 6M + 2E |
| อาทิตย์ | E recovery | 6 กม. ช้ามาก |
Phase IV — Final Quality (FQ)
| วัน | Workout | รายละเอียด |
|---|---|---|
| จันทร์ | พัก | — |
| อังคาร | Q1: M pace long run | 2km E + 12–14km M + 2km E |
| พุธ | E run | 8 กม. @ E pace |
| พฤหัส | Q2: T cruise intervals | 2km E + 3×2km T (2 นาทีพัก) + 2km E |
| ศุกร์ | E run | 6 กม. ช้า |
| เสาร์ | แข่ง / Time trial | 5K หรือ 10K race |
| อาทิตย์ | E recovery | 6 กม. ช้ามาก |
9. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- วิ่ง E เร็วเกินไป — นักวิ่งส่วนใหญ่วิ่ง E ที่ ~80% HRmax ซึ่งหนักเกิน ทำให้ฟื้นตัวไม่ทัน และ quality workouts แย่ลง วิ่ง E ให้ช้าพอที่จะคุยโทรศัพท์ได้สบาย
- วิ่ง T ช้าเกินไป — ถ้าพูดได้เป็นประโยคยาวขณะวิ่ง T แปลว่าช้าเกิน T pace ต้องรู้สึก “หนักพอดี” พูดได้เป็นคำๆ เท่านั้น
- พักระหว่าง I reps สั้นเกินไป — I pace มีเป้าหมายให้สะสมเวลาใกล้ระดับ VO₂max (95–100%) ให้มากที่สุด ถ้าพักไม่พอ rep ถัดไปจะช้าลงเรื่อยๆ และหลุดออกจากโซนที่ต้องการ ให้พักแบบ Active recovery (จ็อกเบาๆ) เท่า rep duration (วิ่ง 4 นาที พักจ็อก 4 นาที)
- ทำ quality ติดกัน 2 วัน — ร่างกายต้องการ 24–48 ชม. ฟื้นตัวหลัง quality workout คั่น E day เสมอ
- ข้าม Phase I — นักวิ่งที่อยากซ้อมหนักมักข้ามช่วงฐานไปทำ intervals เลย ผลคือบาดเจ็บใน Phase II–III เสมอ ใช้เวลาอย่างน้อย 4–6 สัปดาห์ใน Phase I
10. สรุป
- ระบบ Daniels สร้างบนหลักการทางสรีรวิทยา ไม่ใช่ความรู้สึก — ทุก workout มีเหตุผลที่ชัดเจน
- 5 ประเภทการวิ่ง (E/M/T/I/R) กระตุ้นระบบพลังงานต่างกัน และในทางปฏิบัติ E Run มักเป็นสัดส่วนหลักของการซ้อมทั้งหมด
- ใช้ VDOT กำหนดเพซ — วิ่งตามความรู้สึกเป็นเพียงตัวเสริม ไม่ใช่ตัวหลัก
- 4 Phases I–IV ช่วยแบ่งการพัฒนาอย่างเป็นระบบ — ไม่ข้ามขั้นตอน เฉพาะ Phase I (ฐานราก) สำคัญที่สุดและสร้างยากที่สุดที่จะทดแทน
- Quality workouts มีเพียง 2–3 วัน/สัปดาห์ — ที่เหลือเป็น E run ทั้งหมด อย่า “เพิ่มคุณภาพ” ด้วยการวิ่ง E เร็วขึ้น
- อัปเดต VDOT และเพซทุก 4–6 สัปดาห์ เมื่อฟิตเนสเพิ่มขึ้น เพซเก่าจะ “ง่ายเกินไป” และไม่ให้ stimulus ที่พอ
FAQ คำถามที่พบบ่อย
ไม่มีเกณฑ์ VDOT ขั้นต่ำ — แต่ต้องผ่าน Phase I อย่างน้อย 4–6 สัปดาห์ก่อน ร่างกายต้องมีฐาน aerobic และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ/เอ็นพอที่จะรับ stress จาก I pace โดยไม่บาดเจ็บ
ไม่ได้ — R reps สั้นเกิน (≤ 2 นาที) หัวใจยังปรับ HR ไม่ทัน ใช้เวลา/ระยะทางและ pace per km แทน สำหรับ 400m R ให้ดูนาฬิกาตอนข้ามเส้นชัยและเปรียบกับเป้าหมาย
ไม่ — Daniels อนุญาตให้ช้ากว่า E slow ได้เสมอถ้าร่างกายต้องการ E pace คือ “ช้าที่สุดที่ได้ประโยชน์” ไม่ใช่เพดานต่ำสุด วันที่เหนื่อยมากอาจหมายถึงต้องการ recovery run หรือพัก
ดูจาก: (1) ครบเวลาที่กำหนดไว้ใน Phase (2) รู้สึกว่า workouts ใน Phase นี้ “จัดการได้” แล้ว ไม่ใช่เพราะง่าย แต่เพราะร่างกาย adapt (3) ไม่มีบาดเจ็บค้างอยู่ หากยังไม่แน่ใจ ให้อยู่ใน Phase เดิมต่อได้เสมอ
Daniels ออกแบบระบบนี้สำหรับทุกระยะ รวมถึง marathon โดยเฉพาะ Phase IV (FQ) จะเน้น M pace มากขึ้น ผู้วิ่ง marathon จะใช้ M pace เยอะกว่า และ R/I น้อยกว่าเมื่อเทียบกับนักวิ่ง 5K–10K
📚 อ้างอิง
- Daniels, J. (2014). Daniels’ Running Formula (3rd ed.). Human Kinetics.
- Daniels, J.T., & Gilbert, J. (1979). Oxygen power: Performance tables for distance runners. Published by authors.
- Midgley, A.W., McNaughton, L.R., & Jones, A.M. (2007). Training to enhance the physiological determinants of long-distance running performance. Sports Medicine, 37(10), 857–880.
- Billat, V.L., et al. (2001). The concept of maximal lactate steady state. Sports Medicine, 31(6), 411–427.
- Jones, A.M., & Carter, H. (2000). The effect of endurance training on parameters of aerobic fitness. Sports Medicine, 29(6), 373–386.
- vdoto2.com — Official Jack Daniels VDOT Calculator. V.O2 Running Calculator. Retrieved June 2026 from https://vdoto2.com/calculator/

Pingback: ตารางซ้อม Full Marathon 18–20 สัปดาห์: วิ่งให้จบและทำเวลา | TheSubList
Pingback: ตารางซ้อม Half Marathon 12–16 สัปดาห์: วิ่งให้จบและทำเวลา | TheSubList
Pingback: ตารางซ้อมวิ่ง 5K & 10K จากมือใหม่สู่การทำเวลา - TheSubList