Cadence และ Stride Length
180 ก้าวต่อนาทีจำเป็นไหม
ความเร็ววิ่งมาจากแค่ 2 ตัวแปร คือจำนวนก้าวต่อนาทีกับระยะต่อก้าว บทนี้สรุปว่าตัวเลข 180 มาจากไหน งานทบทวนอย่างเป็นระบบบอกอะไรเรื่องการเพิ่มรอบขา และยังไม่รู้อะไร พร้อมเครื่องคำนวณระยะก้าวจากเพซกับ cadence ของคุณ และเป้าหมายที่ +5% และ +10% แบบเดียวกับในงานวิจัย
⚡ความเร็ว = cadence × ระยะก้าว
ความเร็ว (เมตร/นาที) เท่ากับจำนวนก้าวต่อนาทีคูณระยะต่อก้าว ถ้าอยากเร็วขึ้น ต้องเพิ่มตัวใดตัวหนึ่งหรือทั้งสองตัว และถ้าวิ่งเพซเดิมแต่เพิ่ม cadence ระยะก้าวต้องสั้นลงเสมอ คำศัพท์ที่ใช้สับสนบ่อยมีดังนี้
| คำ | ความหมาย | หน่วย |
|---|---|---|
| Cadence (step rate) | จำนวนก้าวต่อนาที นับทั้งเท้าซ้ายและขวา | ก้าว/นาที (spm) |
| Step length | ระยะ 1 ก้าว จากเท้าหนึ่งแตะพื้นถึงอีกเท้าแตะพื้น | เมตร |
| Stride length | ระยะ 2 ก้าว จากเท้าหนึ่งแตะพื้นถึงเท้าเดิมแตะพื้นอีกครั้ง = 2 × step length | เมตร |
| Stride frequency | จำนวน stride ต่อนาที = cadence ÷ 2 (งานวิจัยบางชิ้นใช้หน่วยนี้) | stride/นาที |
เพซ 6:00 นาที/กม. = 166.7 เมตร/นาที ถ้า cadence 165 ก้าว/นาที ระยะก้าว = 166.7 ÷ 165 ≈ 1.01 เมตร (stride ≈ 2.02 เมตร) ถ้าเพิ่ม cadence 5% เป็น 173 ที่เพซเดิม ระยะก้าวเหลือ ≈ 0.96 เมตร สั้นลงราว 5 ซม.
🧮เครื่องมือ: ระยะก้าวและเป้า cadence
ใส่เพซวิ่งเบา (easy) ที่วิ่งประจำ และ cadence จากนาฬิกา หรือจำนวนครั้งที่เท้าขวาแตะพื้นใน 30 วินาที เครื่องมือจะคำนวณระยะก้าวปัจจุบัน แล้วแสดงตัวอย่างการเพิ่ม cadence +5%, +7.5% และ +10% ซึ่งเป็นระดับที่มีการศึกษาในงานวิจัย [5][6][8] ไม่ใช่เป้าหมายที่ทุกคนควรทำ พร้อมระยะก้าวที่เพซเดิม และค่า BPM สำหรับตั้ง metronome
ค่าเริ่มต้นเป็นตัวอย่าง · cadence เป้าปัดเป็นจำนวนเต็มเพื่อใช้ตั้ง metronome จึงอาจไม่ตรงเปอร์เซ็นต์แบบเป๊ะ · ระยะก้าวคำนวณจากสมการ ความเร็ว ÷ cadence เป็นค่าเฉลี่ยที่เพซนั้น · BPM ของ metronome = จำนวนก้าวต่อนาที (1 เสียงต่อ 1 ก้าว) · เครื่องมือนี้ไม่ได้บอกว่าคุณควรเปลี่ยน cadence หรือไม่ อ่านหัวข้อ ถ้าจะปรับ ก่อน
🏅180 มาจากไหน และนักวิ่งระดับโลกก้าวเท่าไร
ตัวเลข 180 มาจาก Jack Daniels ซึ่งเล่าในหนังสือ Daniels’ Running Formula ว่าได้นับก้าวนักวิ่งโอลิมปิกที่ลอสแอนเจลิส 1984 ในระยะตั้งแต่ 800 เมตรถึงมาราธอน และพบว่าเกือบทั้งหมดก้าวตั้งแต่ 180 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป [1] นี่คือการสังเกตนักวิ่งระดับโลกที่ความเร็วแข่ง ไม่ใช่การทดลองที่หาค่าที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน
ข้อมูลที่ใหม่กว่ามาจาก Burns และคณะ (2019) ซึ่งวัด cadence ตลอดการแข่งชิงแชมป์โลก 100 กม. ปี 2016 ด้วยนาฬิกา ในนักวิ่งระดับโลก 20 คน [2]
ในงานนี้ cadence สูงขึ้นเมื่อวิ่งเร็วขึ้น และต่ำลงในนักวิ่งที่ตัวสูงกว่า แต่ไม่สัมพันธ์กับเพศ น้ำหนัก อายุ หรือจำนวนปีที่วิ่ง [2] แปลว่าแม้แต่นักวิ่งระดับโลกก็ไม่ได้ก้าวเท่ากัน และ 180 เป็นค่ากลางคร่าวๆ ของคนกลุ่มนี้ที่ความเร็วแข่ง ไม่ใช่เส้นที่ทุกคนต้องผ่าน
🎯ร่างกายเลือกรอบขาที่ประหยัดให้เองไหม
de Ruiter และคณะ (2014) ให้ชายที่ไม่เคยซ้อมวิ่ง 10 คนและนักวิ่งที่ซ้อมประจำ 10 คนวิ่งที่ความเร็วคงที่ แล้วบังคับ stride frequency ด้วย metronome หลายระดับ เพื่อหาค่าที่ใช้ออกซิเจนน้อยที่สุด [3]
รอบขาที่เลือกเองต่ำกว่าค่าที่ประหยัดที่สุดเพียงราว 3% (ประมาณ 169 เทียบ 174 ก้าว/นาที) [3]
รอบขาที่เลือกเองต่ำกว่าค่าที่ประหยัดที่สุดราว 8% (ประมาณ 156 เทียบ 170 ก้าว/นาที) และใช้ออกซิเจนต่อกิโลเมตรมากกว่านักวิ่งที่ซ้อมแล้ว [3]
งานนี้เป็นกลุ่มเล็กผู้ชายล้วน แต่ให้ภาพที่สอดคล้องกันว่า ร่างกายของคนที่วิ่งมานานมักเลือกรอบขาที่ใกล้ค่าประหยัดได้เอง ส่วนมือใหม่อาจก้าวช้าและยาวกว่าค่าที่ประหยัด ค่าที่ประหยัดของแต่ละคนไม่ใช่ 180 เสมอไป
🦵เพิ่ม cadence แล้วเกิดอะไรขึ้น
การเพิ่ม cadence ที่ความเร็วเดิมทำให้ก้าวสั้นลง และเปลี่ยนตัวแปรทางชีวกลศาสตร์บางตัว งานวิจัยวัดผลนี้ได้ในห้องปฏิบัติการและส่วนใหญ่เป็นผลทันที ส่วนผลต่อการบาดเจ็บและความเร็วยังมีหลักฐานน้อย หลักฐานด้านล่างประกอบด้วย systematic review ปี 2014 [4] งานทดลองและงานที่ใช้แบบจำลอง [5]–[7] และ systematic review พร้อม meta-analysis ปี 2022 [8] โดยงานต้นฉบับบางชิ้นถูกรวมอยู่ในงานทบทวนแล้ว จึงไม่ควรนับเป็นหลักฐานอิสระซ้ำ
Schubert และคณะพบหลักฐานที่สอดคล้องกันว่า เพิ่ม stride rate (ก้าวสั้นลง) ที่ความเร็วเดิม ลดการขึ้นลงของจุดศูนย์ถ่วง แรงปฏิกิริยาจากพื้น และพลังงานที่ข้อสะโพก เข่า และข้อเท้าต้องดูดซับ แต่ส่วนใหญ่เป็นงานกลุ่มเล็กและเป็นผู้ชาย [4]
Heiderscheit และคณะ (2011) ให้นักวิ่งสมัครเล่นวิ่งบนลู่ที่ความเร็วคงที่ แล้วเปลี่ยน step rate ±5% และ ±10% การเพิ่ม 5% ลดพลังงานที่เข่าต้องดูดซับ และ +10% ลดภาระที่สะโพกด้วย [5]
Lenhart และคณะ (2014) ใช้แบบจำลองกล้ามเนื้อและกระดูกในผู้ใหญ่สุขภาพดี 30 คน พบว่าเพิ่ม step rate เป็น 110% ลดแรงสูงสุดที่ข้อต่อลูกสะบ้า (patellofemoral) ราว 14% [6]
Edwards และคณะ (2009) ใช้ข้อมูลชาย 10 คนกับแบบจำลองความเสียหายของกระดูก พบว่าลด stride length ลง 10% ลดความน่าจะเป็นของกระดูกหน้าแข้งล้า (tibial stress fracture) ที่คำนวณได้ 3–6% [7] เป็นผลจากแบบจำลอง ไม่ใช่การติดตามว่าคนบาดเจ็บน้อยลงจริง
Anderson และคณะสรุปว่า การเพิ่ม step rate มักลด (หรือไม่เปลี่ยน) ตัวแปรภาระที่ข้อเท้า เข่า และสะโพก แต่ไม่ใช่ทุกตัวแปรลดลง บางตัว เช่น แรงปฏิกิริยาแนวดิ่งสูงสุดและอัตราการรับแรงบางแบบ ไม่ต่างอย่างมีนัยสำคัญ หลักฐานยังไม่พอสรุปผลต่อการบาดเจ็บและสมรรถนะ มีเพียง 2 งานที่ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบพบว่าอาการปวดและการใช้งานดีขึ้นในนักวิ่งที่ปวดรอบลูกสะบ้าหลังเพิ่ม step rate ซึ่งยังยืนยันไม่ได้ว่าการเปลี่ยน cadence เป็นสาเหตุ หรือดีกว่าการรักษาวิธีอื่น นอกจากนี้หลักฐานจำกัดมากชี้ว่าการเพิ่ม step rate ทำให้รู้สึกเหนื่อยและเก้งก้างขึ้น งานส่วนใหญ่ดูผลทันที ผลระยะยาวยังไม่รู้ [8]
ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดว่าการเพิ่ม cadence ในคนที่ไม่เจ็บ ช่วยป้องกันบาดเจ็บหรือทำให้วิ่งเร็วขึ้น [8] ตัวแปรภาระที่ลดลงในห้องปฏิบัติการเป็นตัวบ่งชี้ ไม่ใช่ผลลัพธ์การบาดเจ็บโดยตรง
📈ถ้าจะปรับ: วัด เริ่ม 5% ใช้ metronome
ใครควรพิจารณา: คนที่มีอาการปวดเข่า (โดยเฉพาะรอบลูกสะบ้า) ระหว่างวิ่งและกำลังรักษากับนักกายภาพบำบัด หรือคนที่เห็นจากวิดีโอว่าเท้าลงไกลหน้าลำตัวมาก ถ้าวิ่งได้ไม่เจ็บ การเปลี่ยน cadence เป็นทางเลือก ไม่ใช่สิ่งจำเป็น [8]
วิ่งตามปกติ 2–3 นาทีจนเข้าที่ แล้วดู cadence จากนาฬิกา หรือนับครั้งที่เท้าขวาแตะพื้น 30 วินาทีแล้วคูณ 4 วัดที่เพซวิ่งเบา เพราะ cadence สูงขึ้นเองเมื่อวิ่งเร็ว [2]
งานหลายชิ้นทดสอบที่ +5% ถึง +10% [5][6] และใน meta-analysis มีบางงานใช้ค่ามากกว่านั้น [8] การเริ่มที่ +5% เป็นแนวปฏิบัติของเว็บ เพราะเปลี่ยนน้อยกว่าและน่าจะปรับตัวง่ายกว่า ไม่ใช่ค่าที่พิสูจน์แล้วว่าดีที่สุด
ตั้ง BPM เท่าเป้า cadence เปิดฟังช่วงสั้นๆ สลับกับวิ่งตามความรู้สึกในวันวิ่งเบา แล้วค่อยยืดช่วงที่ทำได้ งานนำร่องของ Hafer และคณะ (6 คน 6 สัปดาห์) ฝึกเพิ่ม 10% แล้วไม่พบว่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานลดลง และท่าวิ่งปกติหลังฝึกเปลี่ยนไปบางส่วน [9] เป็นงานเล็กมาก ใช้เป็นแนวทาง ไม่ใช่ข้อพิสูจน์
เป้าคือก้าวสั้นลงที่เพซเดิม ไม่ใช่วิ่งเร็วขึ้นเพราะขาหมุนเร็ว ถ้ารู้สึกเหนื่อยหรือเก้งก้างมาก ลดกลับมาที่ +5% [8]
ลำดับขั้นนี้เป็นแนวปฏิบัติของ TheSubList ที่จัดจากช่วงที่งานวิจัยใช้ ยังไม่มีงานที่เปรียบเทียบว่าโปรแกรมแบบไหนดีที่สุด
📐Stride length: อย่ายื่นขาให้ยาว
การตั้งใจยื่นขาไปด้านหน้าเพื่อเพิ่มระยะก้าว อาจทำให้เท้าลงไกลหน้าลำตัวเกินความเหมาะสม (overstriding) และเพิ่มแรงเบรกบางส่วน meta-analysis พบว่าการลด step rate (ก้าวยาวขึ้น) ที่ความเร็วเดิมสัมพันธ์กับเวลาสัมผัสพื้นและแรงเบรกที่เพิ่มขึ้น แม้หลักฐานยังจำกัด [8] แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าตำแหน่งลงเท้าแบบเดียวเหมาะกับทุกคน ระยะก้าวที่ยาวขึ้นควรมาจากการวิ่งเร็วขึ้นเอง เมื่อความฟิตและแรงส่งดีขึ้น
ไม่ว่าจะลงส้นหรือหน้าเท้า สิ่งที่ควรดูคือตำแหน่งที่เท้าแตะพื้นเทียบกับลำตัว อ่านเรื่องการลงเท้าเพิ่มที่ ท่าวิ่ง: ลงเท้า ลำตัว แกว่งแขน และการเสริมแรงที่ เวทสำหรับนักวิ่ง
📋สรุปหลักฐานทีละความเชื่อ
| ความเชื่อ | หลักฐานบอกว่า | ประเภทหลักฐาน |
|---|---|---|
| ทุกคนควรก้าว 180 ครั้ง/นาที | ไม่ใช่: มาจากการสังเกตนักวิ่งระดับโลกที่ความเร็วแข่ง และนักวิ่งระดับโลกเองก้าว 155–203 ขึ้นกับความเร็วและส่วนสูง [1][2] | หนังสือโค้ช + งานวัดในการแข่ง |
| ร่างกายเลือกรอบขาที่ประหยัดได้เอง | ค่อนข้างจริงในนักวิ่งที่ซ้อมประจำ (ต่างจากค่าประหยัดราว 3%) มือใหม่ต่างมากกว่า (ราว 8%) [3] | งานทดลองกลุ่มเล็ก |
| เพิ่ม cadence ลดภาระที่ข้อต่อ | สนับสนุนในห้องปฏิบัติการ: ลดตัวแปรภาระบางตัวที่เข่าและสะโพก (ไม่ใช่ทุกตัว) เมื่อเพิ่ม 5–10% ที่ความเร็วเดิม ส่วนใหญ่เป็นผลทันที [4][5][6][8] | systematic review + meta-analysis ของงานระยะสั้น (งานทดลองบางชิ้นอยู่ใน review แล้ว) |
| เพิ่ม cadence ป้องกันบาดเจ็บ | ยังไม่พอสรุป: ไม่มีหลักฐานชัดในคนที่ไม่เจ็บ มีเพียง 2 งานที่ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบซึ่งพบว่าอาการปวดรอบลูกสะบ้าดีขึ้น [8] ผลต่อกระดูกหน้าแข้งล้ามาจากแบบจำลอง ไม่ใช่การบาดเจ็บจริง [7] | หลักฐานทางคลินิกจำกัดมาก + แบบจำลอง |
| เพิ่ม cadence ทำให้วิ่งเร็วขึ้น | ยังไม่พอสรุป: หลักฐานจำกัดมากว่าทำให้รู้สึกเหนื่อยและเก้งก้างขึ้นในช่วงแรก [8] งานนำร่อง 6 คนไม่พบว่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานลดลงหลังฝึก 6 สัปดาห์ [9] | meta-analysis (หลักฐานจำกัดมาก) + pilot study |
✅สรุป
- ความเร็ว = cadence × ระยะก้าว เพิ่ม cadence ที่เพซเดิม ก้าวจะสั้นลงเสมอ
- 180 มาจากการสังเกตนักวิ่งระดับโอลิมปิกที่ความเร็วแข่ง นักวิ่งระดับโลกในงาน 100 กม. ก้าวตั้งแต่ 155 ถึง 203 ก้าว/นาที [1][2]
- นักวิ่งที่ซ้อมประจำมักเลือกรอบขาใกล้ค่าที่ประหยัดเอง มือใหม่อาจต่ำกว่าค่าที่ประหยัดมากกว่า [3]
- เพิ่ม 5–10% ลดตัวแปรภาระบางตัวที่เข่าและสะโพกในห้องปฏิบัติการ แต่ผลต่อการบาดเจ็บและความเร็วยังไม่ชัด [4][5][6][8]
- ถ้าจะปรับ เริ่มจากเพิ่มเล็กน้อยในวันวิ่งเบา ใช้ metronome (แนวปฏิบัติของเว็บ) และปรับร่วมกับนักกายภาพบำบัดถ้ามีอาการเจ็บ
อ้างอิง
- Daniels J. Daniels’ Running Formula, 3rd ed. Human Kinetics, 2014 — เล่าการนับก้าวนักวิ่งโอลิมปิก 1984 ในระยะ 800 เมตรถึงมาราธอน
- Burns GT, Zendler JM, Zernicke RF. “Step frequency patterns of elite ultramarathon runners during a 100-km road race.” Journal of Applied Physiology 2019;126(2):462–468. doi: 10.1152/japplphysiol.00374.2018
- de Ruiter CJ, Verdijk PWL, Werker W, Zuidema MJ, de Haan A. “Stride frequency in relation to oxygen consumption in experienced and novice runners.” European Journal of Sport Science 2014;14(3):251–258. doi: 10.1080/17461391.2013.783627
- Schubert AG, Kempf J, Heiderscheit BC. “Influence of stride frequency and length on running mechanics: a systematic review.” Sports Health 2014;6(3):210–217. doi: 10.1177/1941738113508544
- Heiderscheit BC, Chumanov ES, Michalski MP, Wille CM, Ryan MB. “Effects of step rate manipulation on joint mechanics during running.” Medicine & Science in Sports & Exercise 2011;43(2):296–302. doi: 10.1249/MSS.0b013e3181ebedf4
- Lenhart RL, Thelen DG, Wille CM, Chumanov ES, Heiderscheit BC. “Increasing running step rate reduces patellofemoral joint forces.” Medicine & Science in Sports & Exercise 2014;46(3):557–564. doi: 10.1249/MSS.0b013e3182a78c3a
- Edwards WB, Taylor D, Rudolphi TJ, Gillette JC, Derrick TR. “Effects of stride length and running mileage on a probabilistic stress fracture model.” Medicine & Science in Sports & Exercise 2009;41(12):2177–2184. doi: 10.1249/MSS.0b013e3181a984c4
- Anderson LM, Martin JF, Barton CJ, Bonanno DR. “What is the Effect of Changing Running Step Rate on Injury, Performance and Biomechanics? A Systematic Review and Meta-analysis.” Sports Medicine – Open 2022;8(1):112. doi: 10.1186/s40798-022-00504-0
- Hafer JF, Brown AM, deMille P, Hillstrom HJ, Garber CE. “The effect of a cadence retraining protocol on running biomechanics and efficiency: a pilot study.” Journal of Sports Sciences 2015;33(7):724–731. doi: 10.1080/02640414.2014.962573

สนามถัดไปอาจพาคุณเข้า Sub List
ส่งผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ทีมงานยืนยันสถิติให้ แล้วขึ้นการ์ดนักวิ่งของคุณบนลิสต์
สถิติจริงของขาแรงไทย ดูได้ที่นี่
ดูเวลาจริงของนักวิ่งไทย 108 คนที่ยืนยันด้วยผลชิปทางการ แยกตามระยะและสนาม




