TDEE นักวิ่ง: คำนวณพลังงานที่ต้อง “กินจริง” ต่อวัน
ก่อนจะพูดเรื่องลดไขมันหรือเพิ่มกล้าม สิ่งแรกที่นักวิ่งต้องรู้คือ “วันหนึ่งร่างกายใช้พลังงานเท่าไร” บทความนี้สอนประเมิน TDEE ของนักวิ่งแบบเป็นขั้นตอน — คำนวณพลังงานพื้นฐาน (RMR) บวกพลังงานจากการวิ่ง แล้วปรับให้แม่นด้วยการติดตามผลจริง ไม่ใช่เชื่อตัวเลขจากนาฬิกาอย่างเดียว
TDEE (พลังงานที่ร่างกายใช้ทั้งวัน) ของนักวิ่ง = พลังงานพื้นฐานตอนพัก (RMR) + กิจกรรมในชีวิตประจำวัน + พลังงานจากการวิ่ง วิธีที่แม่นที่สุดคือคิด “ฐาน” กับ “การวิ่ง” แยกกัน: ประเมิน RMR จากสูตร (เช่น Mifflin-St Jeor) คูณด้วยตัวคูณกิจกรรมนอกการซ้อม (~1.3–1.5) แล้วบวกพลังงานจากการวิ่งซึ่งอยู่ราว ๆ 1 กิโลแคลอรีต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อระยะ 1 กม. (เช่น คน 60 กก. วิ่ง 10 กม. ≈ 600 kcal) ตัวเลขทั้งหมดเป็นค่าประมาณ ±10% ให้ใช้เป็นจุดตั้งต้นแล้วปรับตามน้ำหนัก ความรู้สึก และผลการซ้อมจริงในช่วง 2–3 สัปดาห์
🔋TDEE คืออะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
TDEE (Total Daily Energy Expenditure) คือพลังงานทั้งหมดที่ร่างกายใช้ใน 1 วัน ถ้ากินเท่ากับ TDEE พอดี น้ำหนักจะคงที่ · กินมากกว่าน้ำหนักขึ้น · กินน้อยกว่าน้ำหนักลง นี่คือหลัก Energy Balance ที่อยู่เบื้องหลังทุกเป้าหมายไม่ว่าจะลดไขมัน เพิ่มกล้าม หรือคงสภาพ
TDEE ไม่ได้มาจากการวิ่งอย่างเดียว แต่ประกอบด้วย 4 ส่วน:
| องค์ประกอบ | สัดส่วนโดยประมาณ | คืออะไร |
|---|---|---|
| RMR / พลังงานพื้นฐาน | ~60–75% | พลังงานที่ใช้หล่อเลี้ยงร่างกายขณะพัก (หัวใจเต้น หายใจ สมอง อวัยวะ) — ก้อนใหญ่ที่สุดของ TDEE |
| TEF (ย่อยอาหาร) | ~10% | พลังงานที่ใช้ย่อยและดูดซึมอาหาร โปรตีนใช้พลังงานย่อยสูงกว่าคาร์บและไขมัน |
| NEAT (กิจกรรมทั่วไป) | แปรผันมาก | ทุกการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช่การซ้อม — เดิน ยืน ทำงานบ้าน ขยับตัว ต่างกันได้หลายร้อยแคลต่อวันระหว่างคน |
| การวิ่ง / การซ้อม (EEE) | แปรผันตามซ้อม | พลังงานที่เผาไปกับการออกกำลังกาย วันพักเป็น 0 วัน long run อาจหลายร้อยถึงพันแคล |
ส่วนที่ 4 (การวิ่ง) สวิงขึ้นลงมากในแต่ละวัน — วันพักกับวัน long run ความต้องการพลังงานต่างกันได้หลายร้อยแคล การกินเท่ากันทุกวันจึงมักทำให้ “เกินในวันพัก” และ “ขาดในวันซ้อมหนัก” พร้อมกัน
🧮คำนวณ RMR (พลังงานพื้นฐาน) ยังไง?
จุดเริ่มต้นคือประเมิน RMR ซึ่งเป็นก้อนพลังงานที่ใหญ่ที่สุด สูตรที่ใช้แพร่หลายและเข้าถึงง่ายที่สุดคือ Mifflin-St Jeor ใช้แค่น้ำหนัก ส่วนสูง และอายุ [3]:
หญิง: RMR = (10 × น้ำหนัก กก.) + (6.25 × ส่วนสูง ซม.) − (5 × อายุ) − 161
ผลลัพธ์: กิโลแคลอรีต่อวัน (ขณะพัก)
ตัวอย่าง: ผู้ชายน้ำหนัก 60 กก. สูง 172 ซม. อายุ 30 ปี → RMR = 600 + 1,075 − 150 + 5 ≈ 1,530 kcal/วัน
Mifflin-St Jeor ออกแบบจากประชากรทั่วไป งานทบทวนอย่างเป็นระบบปี 2023 (O’Neill และคณะ) พบว่าในนักกีฬาหลายกลุ่ม สูตรนี้ มีแนวโน้มประเมิน RMR ต่ำกว่าจริงโดยเฉลี่ย (ราว 150 kcal/วัน) แม้ไม่ใช่ทุกคน โดยเฉพาะเมื่อรูปร่าง/องค์ประกอบร่างกาย (มวลกล้ามเนื้อสูง) ต่างจากประชากรที่ใช้สร้างสูตร ถ้าคุณรู้เปอร์เซ็นต์ไขมัน สูตรที่อิง “มวลไร้ไขมัน” จะแม่นกว่า เช่น Cunningham: BMR ≈ 500 + (22 × มวลไร้ไขมัน กก.) — สูตรต้นฉบับปี 1980 อิงมวลไร้ไขมันแบบ LBM และทำนายค่า BMR ซึ่งในทางปฏิบัติใช้ประมาณ RMR ได้ (แม้นิยามการวัดต่างกันเล็กน้อย) โดยประมาณมวลไร้ไขมันจาก น้ำหนักตัว × (100 − %ไขมัน) ÷ 100 (เช่น 60 กก. ไขมัน 15% → ≈ 51 กก. → ≈ 500 + 22×51 ≈ 1,620 kcal เป็นค่าประมาณเมื่อใช้ FFM แทน LBM) — งานทบทวนเดียวกันย้ำว่าไม่มีสูตรใดแม่นที่สุดสำหรับทุกคน แต่สูตรที่อิงมวลไร้ไขมัน (โดยเฉพาะ Ten-Haaf ที่ทำนายได้ภายใน ±10% ราว 80% ของนักกีฬา รวมถึง Cunningham) มักให้ผลใกล้เคียงค่าที่วัดจริงในนักกีฬาได้ดีในหลายการศึกษา [2]
ไม่ต้องกังวลว่าตัวเลขต้องเป๊ะ — RMR ที่คำนวณได้เป็นแค่ “จุดตั้งต้น” เดี๋ยวเราจะปรับให้เข้ากับตัวจริงด้วยการติดตามผล (หัวข้อสุดท้าย)
🏃วิ่งเผาผลาญกี่แคลอรี่กันแน่?
ข่าวดีคือพลังงานที่ใช้ “วิ่ง” ประมาณได้ง่ายและค่อนข้างคงที่ งานวิจัยคลาสสิกด้านสรีรวิทยาการวิ่งพบว่า ต้นทุนพลังงานสุทธิของการวิ่งอยู่ราว 1 กิโลแคลอรี ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร (สำหรับการวิ่งต่อเนื่องบนพื้นราบในช่วงความเร็วแอโรบิกทั่วไป) และต้นทุนต่อระยะเปลี่ยนไม่มากตามความเร็ว — วิ่งเพซไหนก็ใช้พลังงานต่อกิโลเมตรใกล้เคียงกัน (ต่างจากการปั่นหรือว่ายที่ความเร็วมีผลมาก) [1] · ค่าจริงเปลี่ยนได้ตามความชัน พื้นผิว ลม และเทคนิคการวิ่ง
เช่น 60 กก. × 10 กม. ≈ 600 kcal
| น้ำหนักตัว | วิ่ง 5 กม. | วิ่ง 10 กม. | วิ่ง 21.1 กม. |
|---|---|---|---|
| 50 กก. | ~250 kcal | ~500 kcal | ~1,055 kcal |
| 60 กก. | ~300 kcal | ~600 kcal | ~1,266 kcal |
| 70 กก. | ~350 kcal | ~700 kcal | ~1,477 kcal |
ค่าแคลอรีจากนาฬิกา GPS หรือลู่วิ่งมักสูงกว่า ต้นทุนสุทธิของการวิ่ง ส่วนหนึ่งเพราะบางเครื่องรายงานแบบ gross (คือ net + พลังงานพื้นฐานของช่วงเวลานั้น — เป็นคนละปริมาณกับ net ไม่ใช่ค่าที่ “ผิด”) และบางเครื่องใช้อัลกอริทึมที่ประเมินสูง ตัวเลข 1 kcal/กก./กม. ข้างต้นคือค่า net ที่ควรเอาไปบวกกับพลังงานพื้นฐาน — อย่านำค่า gross จากนาฬิกามาบวกกับ RMR ทั้งวันซ้ำอีก
➕รวมเป็น TDEE ของนักวิ่งยังไง? (พร้อมตัวอย่าง)
วิธีที่นิยมทั่วไปคือเอา RMR คูณด้วย “ตัวคูณกิจกรรม” ตัวเดียว (เช่น ×1.55 สำหรับคนออกกำลังปานกลาง) แต่สำหรับนักวิ่งที่ปริมาณซ้อมสวิงมาก วิธีนี้มักคลาดเคลื่อน เพราะมันเฉลี่ยการวิ่งเข้าไปในตัวคูณเดียว ทำให้วันพักดูสูงเกินและวันซ้อมหนักดูต่ำเกิน
วิธีที่แม่นกว่าสำหรับนักวิ่ง — คิดแยก 2 ก้อน:
ก้อนแรกคือ “ฐาน” ที่ค่อนข้างคงที่ทุกวัน (ตัวคูณกิจกรรมนี้รวมผลของการย่อยอาหาร/TEF และกิจกรรมทั่วไป/NEAT ไว้แล้ว) · ก้อนสองเปลี่ยนตามระยะที่วิ่ง
ตัวอย่างต่อจากผู้ชาย 60 กก. RMR ≈ 1,530 kcal (ตัวคูณกิจกรรมนอกการซ้อม ×1.4 = ทำงานออฟฟิศ เดินบ้าง):
| วัน | วิธีคิด | TDEE โดยประมาณ |
|---|---|---|
| วันพัก (ไม่วิ่ง) | 1,530 × 1.4 + 0 | ~2,140 kcal |
| วันวิ่งเบา 8 กม. | 2,140 + (60 × 8) | ~2,620 kcal |
| วัน Long Run 20 กม. | 2,140 + (60 × 20) | ~3,340 kcal |
จะเห็นว่าความต้องการพลังงานระหว่างวันพักกับวัน long run ต่างกันได้ ~1,200 kcal การกินตามวันซ้อม (มากขึ้นในวันหนัก) จึงตอบโจทย์กว่ากินเท่ากันทุกวัน และช่วยกันไม่ให้ตกอยู่ในภาวะพลังงานไม่พอในวันซ้อมหนัก
🎯เอาตัวเลขไปใช้และปรับให้แม่นยังไง?
ตัวเลขที่คำนวณได้ทั้งหมดเป็น ค่าประมาณเริ่มต้น และอาจคลาดเคลื่อนเกิน 10% ในรายบุคคลได้บ่อย (ในงานวิจัยนักกีฬา สูตรทำนายได้ภายใน ±10% เพียงราวครึ่งเดียวของคน) เพราะ RMR, NEAT และแคลจากการวิ่งของแต่ละคนไม่เท่ากัน วิธีใช้ที่ถูกต้องคือใช้เป็น “จุดตั้งต้น” แล้วปรับด้วยข้อมูลจริง:
- ⚖️ทดลอง 2–3 สัปดาห์ แล้วดูแนวโน้มน้ำหนักกินตามตัวเลขที่คำนวณ ชั่งน้ำหนักตอนเช้าเป็นประจำ ถ้าเป้าหมายคือคงสภาพแต่น้ำหนักค่อย ๆ ลด แปลว่า TDEE จริงสูงกว่าที่คำนวณ ให้เพิ่มอาหาร (และกลับกัน)
- 📊ฟังสัญญาณสมรรถภาพและความรู้สึกพลังงานในการซ้อม ความหิว การนอน และการฟื้นตัว เป็นตัวชี้วัดที่ดีพอ ๆ กับน้ำหนัก ถ้าซ้อมหมดแรง หิวตลอด หรือฟื้นช้า มักแปลว่ากินไม่พอกับที่ใช้
- 🍚อย่าตัดพลังงานลึกและเรื้อรังแม้ตั้งใจลดไขมัน ก็ไม่ควรกินน้อยกว่าความต้องการมากและนานเกินไป เพราะเสี่ยงต่อ ภาวะพลังงานพร้อมใช้ต่ำ (Low Energy Availability) ที่นำไปสู่ RED-S ซึ่งกดฮอร์โมน กระดูก และสมรรถภาพ · RED-S พิจารณาจากพลังงานที่กินเทียบกับภาระซ้อม ร่วมกับอาการและผลกระทบต่อสุขภาพ/สมรรถภาพ ไม่ได้ตัดสินจากเส้น “ต่ำกว่า RMR” หรือค่า EA เพียงค่าเดียว (การไม่กินต่ำกว่า RMR ใช้กันพลาดแบบคร่าว ๆ ได้ แต่ไม่รับประกันว่าพลังงานพร้อมใช้เพียงพอ)
- 🔗TDEE ต่างจาก Energy AvailabilityTDEE บอก “กินเท่าไรน้ำหนักคงที่” ส่วน Energy Availability (EA) บอก “เหลือพลังงานให้ร่างกายพอไหมหลังหักการซ้อม” คิดจาก EA = (พลังงานที่กิน − พลังงานที่ใช้ซ้อม) ÷ มวลไร้ไขมัน (กก.) — นักวิ่งควรดูทั้งคู่ อ่านต่อเรื่อง EA/RED-S ได้ในบทความที่ลิงก์ไว้ด้านล่าง
📌สรุปประเด็นสำคัญ
- 🔋TDEE = ฐาน (RMR + กิจกรรมทั่วไป) + การวิ่งคิด 2 ก้อนแยกกันแม่นกว่าใช้ตัวคูณเดียว เพราะปริมาณซ้อมของนักวิ่งสวิงมากในแต่ละวัน
- 🧮RMR: เริ่มที่ Mifflin-St Jeor แต่เผื่อว่ามัน “ต่ำไป”นักวิ่งลีน ๆ มวลกล้ามสูง สูตรนี้มักประเมินต่ำ ถ้ารู้ %ไขมันให้ใช้สูตรอิงมวลไร้ไขมัน (Cunningham) จะแม่นกว่า
- 🏃แคลวิ่ง ≈ น้ำหนักตัว × ระยะ (กม.)ราว 1 kcal/กก./กม. เกือบไม่ขึ้นกับเพซ · อย่าเชื่อแคลจากนาฬิกาที่มักสูงเกิน
- 🎯ตัวเลขเป็นจุดตั้งต้น ปรับด้วยผลจริงทดลอง 2–3 สัปดาห์ ดูน้ำหนัก/สมรรถภาพ/ความรู้สึก แล้วปรับ · ระวังอย่าตัดพลังงานลึกและเรื้อรัง (เสี่ยง Low Energy Availability/RED-S)
❓คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ควรเชื่อค่าแคลอรี่จากนาฬิกา Garmin/Apple Watch ไหม?
ใช้เป็นแนวโน้มได้ แต่ไม่ควรเชื่อตัวเลขเป๊ะ ๆ นาฬิกามักประเมินแคลจากการวิ่งสูงเกินจริง และบางรุ่นรวมแคลพื้นฐานเข้าไปด้วย ให้ยึดสูตร 1 kcal/กก./กม. เป็นตัวเทียบ แล้วปรับตามน้ำหนักและสมรรถภาพจริง
TDEE กับ BMR/RMR ต่างกันยังไง?
RMR (หรือ BMR) คือพลังงานพื้นฐานตอนพักเฉย ๆ ส่วน TDEE คือพลังงานรวมทั้งวันที่บวกกิจกรรม การย่อยอาหาร และการวิ่งเข้าไปแล้ว · RMR เป็นแค่ก้อนหนึ่ง (ราว 60–75%) ของ TDEE
ถ้าอยากลดไขมัน ควรลดพลังงานลงเท่าไร?
เริ่มที่ลดจาก TDEE ราว 10–20% (ประมาณ 300–500 kcal/วัน) ก็เพียงพอสำหรับนักวิ่งส่วนใหญ่ ไม่ควรลดแรงจนต่ำกว่า RMR เพราะจะกระทบการซ้อมและฮอร์โมน · รายละเอียดการลดไขมันโดยไม่พังการซ้อมจะมีบทเฉพาะตามมา
แคลวิ่งขึ้นกับความเร็วไหม ถ้าวิ่งเร็วขึ้นเผามากขึ้นหรือเปล่า?
ต่อ “ระยะทาง” แทบไม่ต่าง — วิ่ง 10 กม. เพซไหนก็ใช้พลังงานใกล้เคียงกัน (ราว 1 kcal/กก./กม.) สิ่งที่ต่างคือ วิ่งเร็วกว่าคุณใช้พลังงานนั้น “หมดเร็วกว่า” (ต่อนาทีสูงกว่า) แต่รวมทั้งระยะแล้วใกล้เคียงกัน
วันพักควรกินน้อยลงเลยไหม?
กินน้อยลงได้บ้างเพราะไม่มีแคลจากการวิ่ง แต่ไม่ควรลดแรง ร่างกายยังต้องใช้พลังงานซ่อมแซมและปรับตัวจากการซ้อมวันก่อนหน้า การตัดอาหารวันพักมากเกินไปอาจรบกวนการฟื้นตัว
แหล่งอ้างอิง
- Margaria R, Cerretelli P, Aghemo P, Sassi G. “Energy cost of running.” Journal of Applied Physiology, 1963;18:367-370. Journal →
- O’Neill JER, Corish CA, Horner K. “Accuracy of Resting Metabolic Rate Prediction Equations in Athletes: A Systematic Review with Meta-analysis.” Sports Medicine, 2023;53(12):2373-2398. doi:10.1007/s40279-023-01896-z. PubMed →
- Mifflin MD, St Jeor ST, Hill LA, Scott BJ, Daugherty SA, Koh YO. “A new predictive equation for resting energy expenditure in healthy individuals.” American Journal of Clinical Nutrition, 1990;51(2):241-247. PubMed →
- Cunningham JJ. “A reanalysis of the factors influencing basal metabolic rate in normal adults.” American Journal of Clinical Nutrition, 1980;33(11):2372-2374. PubMed →

สนามถัดไปอาจพาคุณเข้า Sub List
เปิดรับตลอด ไม่มีค่าใช้จ่าย · 100 คนแรกที่ตรวจสอบผ่าน รับเสื้อ Founding 100
