RED-S: เมื่อ “กินไม่พอเทียบกับที่ซ้อม” ทำร้ายนักวิ่งเงียบ ๆ
นักวิ่งหลายคนเชื่อว่า “กินน้อยลง + ซ้อมมากขึ้น = ฟิตขึ้นและเบาขึ้น” แต่ถ้าพลังงานที่เหลือให้ร่างกายหลังหักส่วนที่เผาไปกับการซ้อม “ต่ำเกินไป” นานพอ ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะ RED-S ที่ค่อย ๆ กดฮอร์โมน กระดูก ภูมิคุ้มกัน และสมรรถภาพลงโดยไม่ทันรู้ตัว บทความนี้อธิบายว่า RED-S คืออะไร วัด Energy Availability อย่างไร สังเกตสัญญาณตรงไหน และแก้ได้ยังไง
RED-S (ภาวะพร่องพลังงานสัมพัทธ์ในนักกีฬา) เกิดเมื่อพลังงานที่กินเข้าไปไม่พอกับที่ร่างกายใช้ทั้ง “ซ้อม” และ “ดำรงชีวิต” กรอบที่ใช้ทำความเข้าใจคือ Energy Availability (EA) — พลังงานที่เหลือให้ร่างกายหลังหักการออกกำลังกาย ถ้า EA ต่ำ (แนวทางคือราว ต่ำกว่า 30 kcal ต่อกิโลกรัมมวลไร้ไขมันต่อวัน) ต่อเนื่องนานพอ ร่างกายมีแนวโน้มจะกดฮอร์โมน กระดูก และภูมิคุ้มกัน ทำให้ช้าลงและเจ็บบ่อยขึ้น (RED-S วินิจฉัยจากค่า EA ค่าเดียวไม่ได้ ต้องดูอาการและผลกระทบต่อสุขภาพประกอบ) ทางแก้คือ “กินให้พอกับที่ซ้อม” ไม่ใช่ฝืนกินน้อยลง
⚠️RED-S คืออะไร — และทำไมไม่ใช่แค่ “ซ้อมหนักปกติ”?
RED-S (Relative Energy Deficiency in Sport หรือ “ภาวะพร่องพลังงานสัมพัทธ์ในนักกีฬา”) คือกลุ่มอาการที่การทำงานของร่างกายหลายระบบเสื่อมลง อันเป็นผลจาก Low Energy Availability (LEA) — ภาวะที่พลังงานที่กินเข้าไปเหลือไม่พอหล่อเลี้ยงการทำงานพื้นฐานของร่างกาย หลังจากหักส่วนที่ถูกเผาผลาญไปกับการออกกำลังกายแล้ว [1]
ต่างจาก “ซ้อมหนัก” ตรงที่การซ้อมหนักแบบมีสุขภาพดีมาพร้อมการกินที่เพียงพอเสมอ ร่างกายจึงมีพลังงานเหลือไปซ่อมแซมและปรับตัว แต่ RED-S เกิดเมื่อ “ช่องว่างพลังงาน” กว้างและนานพอจนร่างกายต้องลดการจัดสรรพลังงานให้บางระบบที่ไม่จำเป็นเฉพาะหน้า เช่น ระบบสืบพันธุ์ การสร้างกระดูก และภูมิคุ้มกัน เพื่อเอาพลังงานไปประคองการเคลื่อนไหวและการซ้อมไว้ก่อน [1]
แนวคิดนี้พัฒนามาจาก “Female Athlete Triad” เดิม ปัจจุบันฉบับปรับปรุงปี 2023 ของ IOC ยืนยันว่า RED-S เกิดได้ทั้งนักกีฬาหญิงและชาย และมองภาวะพร่องพลังงานเป็น “สเปกตรัม” ตั้งแต่ระดับปรับตัวได้ชั่วคราว ไปจนถึงระดับที่เป็นปัญหาและต้องรักษา รวมถึงเชื่อมโยงกับภาวะ overtraining และสุขภาพจิตด้วย [1]
🧮Energy Availability (EA) คืออะไร คำนวณยังไง?
Energy Availability คือพลังงานที่ “เหลือ” ให้ร่างกายใช้ต่อวัน หลังหักพลังงานที่ใช้ไปกับการออกกำลังกาย คิดเทียบต่อมวลกล้ามเนื้อ (มวลไร้ไขมัน หรือ Fat-Free Mass) สูตรคือ [2]:
EA = (พลังงานที่กิน − พลังงานที่ใช้ออกกำลังกาย) ÷ มวลไร้ไขมัน (กก.)
หน่วย: kcal ต่อ กก. มวลไร้ไขมัน ต่อวัน
ค่า 30/45 มาจากงานวิจัยรุ่นก่อน (โดยเฉพาะเลข 30 มาจากการทดลองระยะสั้นในผู้หญิงกลุ่มเล็กที่ไม่ใช่นักกีฬา) IOC 2023 จึงเลิกใช้เป็นเส้นแบ่ง “ปกติ–พร่อง” ตายตัว เพราะแต่ละคน แต่ละเพศ และแต่ละระบบตอบสนองต่างกัน แล้วหันมามองเป็น LEA แบบปรับตัวได้ (adaptable) คือต่ำเล็กน้อย/ชั่วคราวที่ร่างกายยังรับได้ เทียบกับ LEA แบบเป็นปัญหา (problematic) คือต่ำมาก ต่อเนื่อง หรือเกิดซ้ำจนสัมพันธ์กับผลเสีย — ใช้ตัวเลขเป็นเข็มทิศ ไม่ใช่คำวินิจฉัย โดยเฉพาะในผู้ชาย ระดับที่เริ่มเกิดผลเสียยังไม่ชัดเจนและอาจต่ำกว่าผู้หญิง จึงไม่ควรใช้เลข 40 เป็นเส้นบอกว่า “ปลอดภัย” [1]
หมายเหตุการคำนวณ: “พลังงานที่ใช้ออกกำลังกาย” หมายถึงพลังงานส่วนที่เพิ่มขึ้นจากการออกกำลังกาย (ถ้าใช้นาฬิกา ให้ดูค่า active calories ไม่ใช่แคลอรีรวมทั้งวัน)
นักวิ่งหญิงน้ำหนัก 52 กก. ไขมัน ~22% → มวลไร้ไขมัน ≈ 41 กก. · วันนั้นกิน 2,000 kcal และออกกำลังกายเผาผลาญ (ส่วนเพิ่ม) 500 kcal
EA = (2,000 − 500) ÷ 41 ≈ 37 → ต่ำกว่าระดับที่มักถือว่าเพียงพอ (~45)
ถ้าลดอาหารเหลือ 1,600 kcal แล้วออกกำลังหนักขึ้นเผา 600 kcal → EA ≈ 24 → ต่ำจนเสี่ยงต่อผลเสียถ้าเป็นเรื้อรัง · การจะดันกลับสู่ระดับเพียงพอต้องเพิ่มพลังงานเข้าอีกหลายร้อยแคลอรีต่อวัน
ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงค่าประมาณ เพราะทั้งพลังงานที่กิน พลังงานจากการซ้อม และมวลไร้ไขมันวัดได้ไม่เป๊ะ จึงเหมาะใช้ดูแนวโน้ม ไม่ใช่ตัดสินแบบเป๊ะ ๆ
🚩สัญญาณเตือน RED-S ในนักวิ่งมีอะไรบ้าง?
ลองนึกภาพ: คุณซ้อมตามตารางเป๊ะทุกวัน แต่จู่ ๆ วิ่งเพซเดิมกลับเหนื่อยกว่าปกติ หรือหน้าแข้งเจ็บจี๊ดขึ้นมาทั้งที่ไม่ได้เปลี่ยนรองเท้า — อาการเล็ก ๆ แบบนี้มักเป็นเสียงเตือนแรก ๆ ของ RED-S ที่หลายคนมองข้ามหรือโทษว่าแค่ “ซ้อมหนักไป”
RED-S ไม่ค่อยมาแบบทันทีทันใด แต่ค่อย ๆ ส่งสัญญาณสะสม สัญญาณที่พบบ่อย [1][3]:
- 🦴บาดเจ็บซ้ำ ๆ โดยเฉพาะกระดูกล้า (stress fracture)เจ็บแล้วหายช้า หรือกลับมาเจ็บที่เดิม/ที่ใหม่บ่อยผิดปกติ เป็นสัญญาณเด่นที่สุดอย่างหนึ่ง
- 📉สมรรถภาพนิ่งหรือถอยทั้งที่ซ้อมเท่าเดิม/มากขึ้นเพซตก อึดน้อยลง ฟื้นตัวช้าระหว่างเซ็ต ทั้งที่ตั้งใจซ้อมมากขึ้น
- 🩸ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือขาดหาย (ในผู้หญิง)ไม่ใช่เรื่อง “ปกติของคนซ้อมเยอะ” แต่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่าฮอร์โมนถูกกด
- 🤒ป่วยง่าย เป็นหวัดบ่อย แผลหายช้าภูมิคุ้มกันถูกกด ทำให้ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนบ่อยขึ้น
- 🥶ขี้หนาว เหนื่อยล้าเรื้อรัง หมดไฟซ้อม อารมณ์แปรปรวนอัตราเผาผลาญและฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำลง มักมาพร้อมความเครียด หงุดหงิด และเบื่อการซ้อม/แข่ง
🔻RED-S ทำร้ายร่างกายและสมรรถภาพยังไง?
เมื่อ EA ต่ำเรื้อรัง ร่างกายจะทยอย “ปิดสวิตช์” ระบบต่าง ๆ เพื่อประหยัดพลังงาน ผลกระทบครอบคลุมทั้งสุขภาพและผลการวิ่ง [1][2]:
| ระบบที่กระทบ | ผลที่เกิดขึ้น |
|---|---|
| กระดูก | การสร้างและคงมวลกระดูกอาจถูกรบกวน เพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากความเครียดของกระดูก (bone stress injury / กระดูกล้า) [1][2] |
| ฮอร์โมนเพศหญิง | ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือขาด ซึ่งเมื่อแยกสาเหตุอื่นออกแล้ว (ตั้งครรภ์ ไทรอยด์ PCOS ยา ฯลฯ) มักเป็น functional hypothalamic amenorrhea ที่โยงกับพลังงานไม่พอ ส่งผลต่อกระดูกและสุขภาพระยะยาว [1][2] |
| ฮอร์โมนเพศชาย | เทสโทสเตอโรนและความต้องการทางเพศลดลง กระดูกและการฟื้นตัวแย่ลง — ผู้ชายก็เป็น RED-S ได้ [1] |
| เมตาบอลิซึม | อัตราเผาผลาญขณะพัก (RMR) และฮอร์โมนไทรอยด์ (T3) มักลดลง ร่างกายเข้าโหมดประหยัดพลังงาน [2] |
| ภูมิคุ้มกัน & ทางเดินอาหาร | ติดเชื้อง่ายขึ้น ฟื้นตัว/ซ่อมแซมเนื้อเยื่อช้าลง และมีปัญหาระบบทางเดินอาหารได้ [1] |
| จิตใจ | มีความสัมพันธ์กับอารมณ์ซึมเศร้า วิตกกังวล และความสัมพันธ์กับอาหารที่ผิดปกติ (อาจเป็นได้ทั้งสาเหตุและผลของ LEA) [1] |
| สมรรถภาพ | ความอึด กำลัง การฟื้นตัว และสมาธิลดลง เจ็บ/ป่วยบ่อยขึ้น — สวนทางกับเป้าหมายที่ตั้งใจลดน้ำหนักเพื่อ “วิ่งเร็วขึ้น” [1][2] |
นักวิ่งจำนวนมากเข้าสู่ RED-S เพราะตั้งใจลดน้ำหนักเพื่อทำเวลา ระยะสั้นอาจรู้สึกเบาและเร็วขึ้นจริง แต่เมื่อ EA ต่ำเรื้อรัง กระดูกที่อ่อนแอและการฟื้นตัวที่พังจะทำให้บาดเจ็บและช้าลงในระยะยาว — “เบาลง” จึงไม่ได้แปลว่า “เร็วขึ้น” เสมอไป
🛠️ใครเสี่ยง และแก้/ป้องกันยังไง?
กลุ่มเสี่ยงสูง: นักวิ่งระยะไกล ผู้ที่คุมอาหาร/ลดน้ำหนักเข้มงวด ผู้ที่เพิ่มปริมาณซ้อมเร็วโดยไม่เพิ่มอาหารตาม นักวิ่งหญิงที่ประจำเดือนไม่ปกติ และผู้ที่มีความสัมพันธ์กับอาหารแบบกังวลเรื่องน้ำหนัก แต่ย้ำว่า RED-S เกิดได้แม้น้ำหนักตัวดู “ปกติ” และไม่จำเป็นต้องมีภาวะการกินผิดปกติเสมอไป
หลักการแก้มีทางเดียวคือ ปิดช่องว่างพลังงาน — กินให้พอกับงานที่ทำ (fuel for the work required):
- 🍚เพิ่มพลังงานเข้า โดยเฉพาะคาร์บและโปรตีนแกนหลักคือเพิ่มพลังงานรวมและคาร์โบไฮเดรตให้สัมพันธ์กับปริมาณซ้อม เพื่อปิดช่องว่างพลังงาน และให้โปรตีนเพียงพอ (ราว 1.6–2.4 ก./กก./วัน เฉพาะโปรตีน) เพื่อการซ่อมแซม — ไม่ใช่เน้นโปรตีนอย่างเดียว [2]
- 📉ลด/ปรับปริมาณซ้อมชั่วคราวลดพลังงานที่เผาออกไปบ้างระหว่างฟื้นฟู เพื่อให้ช่องว่างพลังงานปิดเร็วขึ้น ไม่ใช่เพิ่มอาหารอย่างเดียวแล้วซ้อมหนักเท่าเดิม
- ⚖️ถ้ามีสัญญาณ RED-S — ยังไม่ใช่เวลาลดน้ำหนักช่วงที่มีสัญญาณเสี่ยง เป้าหมายคือฟื้นพลังงานให้พอ ไม่ใช่ลดน้ำหนัก · การลดน้ำหนัก (เฉพาะกรณีจำเป็นจริงและไม่มีสัญญาณเสี่ยง) ควรทำช้า ๆ นอกช่วงซ้อม/แข่งหนัก และอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ
- 🩺ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญถ้ามีสัญญาณชัด (ประจำเดือนขาด กระดูกล้าซ้ำ ๆ) ควรปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์การกีฬาและนักกำหนดอาหาร · การกลับมาของประจำเดือนเป็นสัญญาณที่ดี แต่ไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียว และไม่ได้แปลว่าทุกระบบ (เช่น กระดูก) ฟื้นครบแล้ว
📌สรุปประเด็นสำคัญ
- ⚡RED-S = กินไม่พอกับที่ซ้อม เรื้อรังไม่ใช่แค่ “ซ้อมหนัก” แต่คือช่องว่างพลังงานที่กว้างและนานจนร่างกายต้องลดการจัดสรรพลังงานให้ระบบสำคัญ
- 🧮ตัวเลข EA เป็นเข็มทิศ ไม่ใช่เส้นตายEA ราว ≥45 (หญิง)/≥40 (ชาย) มักถือว่าเพียงพอ · ต่ำกว่า ~30 ต่อเนื่องคือจุดเสี่ยง — IOC 2023 มองเป็น LEA “ปรับตัวได้ vs เป็นปัญหา” มากกว่าเส้นแบ่งตายตัว
- 🚩สัญญาณสำคัญ: เจ็บบ่อย ประจำเดือนขาด ป่วยง่าย ช้าลงอย่าโทษว่า “ซ้อมหนักไป” อย่างเดียว ให้สงสัยเรื่องพลังงานไม่พอด้วย
- 🍚ทางแก้คือกินเพิ่ม ไม่ใช่กินน้อยลงปิดช่องว่างพลังงานด้วยคาร์บ+โปรตีนที่พอ และลดซ้อมชั่วคราว · เบาลงไม่ได้แปลว่าเร็วขึ้นเสมอ
❓คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ต้องผอมมากเท่านั้นถึงจะเป็น RED-S ใช่ไหม?
ไม่ใช่ RED-S วัดจาก “พลังงานที่เหลือให้ร่างกาย (EA)” ไม่ได้วัดจากน้ำหนักหรือรูปร่าง นักวิ่งที่น้ำหนักดูปกติหรือไม่มีภาวะการกินผิดปกติก็เป็นได้ ถ้ากินไม่ทันกับปริมาณที่ซ้อม
ผู้ชายเป็น RED-S ได้ไหม?
ได้ ฉบับปรับปรุงปี 2023 ของ IOC ยืนยันชัดเจนว่าเกิดได้ทั้งสองเพศ ในผู้ชายมักแสดงออกเป็นเทสโทสเตอโรนต่ำ ความต้องการทางเพศลดลง มวลกระดูกต่ำ และสมรรถภาพถอย
RED-S ต่างจาก overtraining ยังไง?
สองอย่างนี้อาการทับซ้อนกันมาก (เหนื่อยเรื้อรัง สมรรถภาพตก) และมักเกิดร่วมกัน ต่างกันที่ต้นเหตุ: RED-S มีรากมาจาก “พลังงานไม่พอ” ส่วน overtraining มาจาก “ซ้อมหนักเกินฟื้น” การแก้ RED-S จึงต้องเริ่มที่การกินให้พอเป็นหลัก
ประจำเดือนขาดตอนซ้อมหนักเป็นเรื่องปกติของนักกีฬาไหม?
ไม่ใช่เรื่องปกติที่ควรปล่อยผ่าน มันเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนที่ชัดที่สุดของ RED-S ว่าฮอร์โมนถูกกดจากพลังงานไม่พอ ควรปรึกษาแพทย์ ไม่ใช่มองว่าเป็นผลข้างเคียงที่ยอมรับได้ของการซ้อม
ฟื้นจาก RED-S ใช้เวลานานไหม?
ขึ้นกับว่าเป็นมานานแค่ไหนและรุนแรงเพียงใด บางระบบอย่างฮอร์โมนอาจฟื้นในไม่กี่สัปดาห์ถึงเดือนหลังกินเพียงพอ แต่การฟื้นมวลกระดูกใช้เวลานานกว่านั้นมาก ยิ่งจับได้เร็วและปิดช่องว่างพลังงานเร็ว ยิ่งฟื้นง่าย
แหล่งอ้างอิง
- Mountjoy M, Ackerman KE, Bailey DM, et al. “2023 International Olympic Committee’s (IOC) consensus statement on Relative Energy Deficiency in Sport (REDs).” British Journal of Sports Medicine, 2023;57(17):1073-1097. PubMed →
- Melin AK, Heikura IA, Tenforde A, Mountjoy M. “Energy Availability in Athletics: Health, Performance, and Physique.” International Journal of Sport Nutrition and Exercise Metabolism, 2019;29(2):152-164. doi:10.1123/ijsnem.2018-0201. DOI →
- Mountjoy M, Sundgot-Borgen J, Burke L, et al. “IOC consensus statement on relative energy deficiency in sport (RED-S): 2018 update.” British Journal of Sports Medicine, 2018;52(11):687-697. PubMed →
- Loucks AB, Thuma JR. “Luteinizing hormone pulsatility is disrupted at a threshold of energy availability in regularly menstruating women.” Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism, 2003;88(1):297-311. PubMed →

สนามถัดไปอาจพาคุณเข้า Sub List
เปิดรับตลอด ไม่มีค่าใช้จ่าย · 100 คนแรกที่ตรวจสอบผ่าน รับเสื้อ Founding 100

Pingback: โภชนาการนักวิ่งหญิง: กินให้พอ ประจำเดือน และกระดูกแข็งแรง - TheSubList
Pingback: ธาตุเหล็กในนักวิ่ง: เหนื่อยง่าย ช้าลง อาจเพราะ “เหล็กต่ำ” (ก่อนถึงขั้นโลหิตจาง) - TheSubList