🍕ทำไมนักวิ่งไทยบางกลุ่มถึงนิยมกินพิซซ่าคืนก่อนแข่ง

เมื่อใกล้ถึงงานวิ่งใหญ่ เรามักเห็นภาพพิซซ่าถาดใหญ่พร้อมแคปชันทำนองว่า “โหลดคาร์บก่อนแข่ง” ปรากฏซ้ำ ๆ ในกลุ่มนักวิ่งไทยบน Facebook จนพิซซ่ากลายเป็นหนึ่งในอาหารที่หลายคนนึกถึงเมื่อพูดถึงมื้อก่อนวันแข่งขัน

ความนิยมนี้อาจไม่ได้เกิดจากหลักโภชนาการกีฬาโดยตรง แต่อาจเป็นการปรับแนวคิด “Pasta Party” ให้เข้ากับบริบทการกินของนักวิ่งบางกลุ่มในไทย พิซซ่าสั่งง่าย แบ่งกันสะดวก และเหมาะกับการนั่งกินร่วมกันหลายคน จึงอาจถูกเลือกแทนพาสต้าในมื้อรวมกลุ่มก่อนวันแข่ง

อย่างไรก็ตาม การที่พิซซ่ามีแป้งและให้คาร์โบไฮเดรต ไม่ได้แปลว่าจะเหมาะกับการโหลดคาร์บเสมอไป ก่อนจะพิจารณาว่าพิซซ่าเป็นตัวเลือกที่ดีหรือไม่ เราต้องย้อนกลับไปดูก่อนว่าแนวคิด Pasta Party มีที่มาอย่างไร และนักวิ่งระดับแชมป์ในยุคแรกใช้วิธีใดในการเตรียมพลังงานก่อนการแข่งขัน

⚠️ หมายเหตุความโปร่งใส

ข้อสังเกตเรื่องความนิยมของพิซซ่าในบทความนี้มาจากพฤติกรรมที่พบเห็นบนโซเชียลมีเดียของกลุ่มนักวิ่งไทย ไม่ใช่ข้อมูลจากการสำรวจอย่างเป็นทางการ ส่วนเหตุผลเรื่องความสะดวก การแบ่งกินร่วมกัน และความคุ้นเคย เป็นการวิเคราะห์ตามบริบท ไม่ใช่ข้อสรุปจากงานวิจัยโดยตรง

🍝ต้นกำเนิดจริงของ Pasta Party: Ron Hill และแชมป์ยุโรป 1969

ธรรมเนียมกินพาสต้าคืนก่อนแข่งของนักวิ่งตะวันตกมีจุดเริ่มต้นที่ชัดเจนกว่าที่หลายคนคิด นักวิ่งชาวอังกฤษชื่อ Ron Hill เป็นผู้บุกเบิกการนำหลักการโหลดคาร์บมาใช้ก่อนการแข่งขันมาราธอนอย่างจริงจังเป็นคนแรกๆ ของโลก โดยอ้างอิงจากงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนในช่วงปี 1967 ที่ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณไกลโคเจนในกล้ามเนื้อกับความอึด ก่อนการแข่งขันชิงแชมป์ยุโรป (European Athletics Championships) ปี 1969 ที่กรุงเอเธนส์ Hill ปรับอาหารในช่วงก่อนแข่งเป็นรูปแบบที่รู้จักกันในชื่อ “Saltin-Hermansson diet” คือกิน 4 วันครึ่งแรกเน้นเนื้อสัตว์/ปลา (คาร์บต่ำ เพื่อให้ไกลโคเจนพร่องลงก่อน) ตามด้วย 2 วันครึ่งสุดท้ายก่อนแข่งเน้นพาสต้าและมันฝรั่ง (คาร์บสูง) ผลคือเขาคว้าแชมป์ยุโรปในปีนั้น และใช้แนวทางใกล้เคียงกันจนชนะ Boston Marathon และ Commonwealth Games ในปี 1970 ด้วย [4]

🔬 ที่มาที่ถูกมองข้ามบ่อยที่สุด

Hill เลือกพาสต้าและมันฝรั่งไม่ใช่เพราะพาสต้ามีคุณสมบัติวิเศษกว่าคาร์บชนิดอื่น แต่เพราะมันเป็นอาหารคาร์บสูง ไขมันต่ำ กากใยต่ำ ย่อยง่าย และเป็นอาหารที่หาซื้อและคุ้นเคยได้ง่ายที่สุดในอังกฤษ/ยุโรปยุคนั้น เขาเขียนเล่าแนวทางการเตรียมตัวและการซ้อมของตัวเองไว้อย่างละเอียดในอัตชีวประวัติ “The Long Hard Road” (ตีพิมพ์ปี 1981) [4]

เมื่อการแข่งมาราธอนขยายจากกีฬาเฉพาะนักกีฬาอาชีพไปสู่งานวิ่งมวลชน (mass-participation event) ในทศวรรษต่อมา แนวทางกินพาสต้าก่อนแข่งของ Hill ก็แพร่หลายไปในหมู่นักวิ่งทั่วไปจนกลายเป็นธรรมเนียม “pasta party” คืนก่อนแข่งที่จัดกันอย่างเป็นทางการในงานวิ่งใหญ่ทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้ [4][5] จุดสำคัญคือ พาสต้าเป็นเพียง “ตัวแทน” ของคุณสมบัติที่ต้องการ ไม่ใช่ “เงื่อนไข” ที่จำเป็นต้องมี — ถ้าเข้าใจตรงนี้ผิด ก็จะนำไปสู่การเลือกอาหารทดแทนที่ผิดเกณฑ์ได้ง่าย อย่างที่เกิดขึ้นกับความเชื่อเรื่องพิซซ่าในหมู่นักวิ่งไทยบางกลุ่ม

🔬หลักวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงของการเลือกอาหารโหลดคาร์บ

แนวทางโภชนาการกีฬาที่เป็นมาตรฐานอ้างอิงกันแพร่หลายที่สุดในปัจจุบัน ทั้งจากเอกสารจุดยืนร่วมของ Academy of Nutrition and Dietetics, Dietitians of Canada และ American College of Sports Medicine (ACSM) ปี 2016 [1] และบทความทบทวนวิชาการของ Burke และคณะ ปี 2011 [2] (ใช้อ้างอิงเดียวกับที่ใช้ในบทความ Carb Loading ก่อนแข่ง ตอนที่ 24) ระบุตรงกันว่าสำหรับการแข่งขันที่ใช้เวลาต่อเนื่องเกิน 90 นาที ควรโหลดคาร์บที่ปริมาณ 10–12 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน เป็นเวลา 36–48 ชั่วโมงก่อนแข่ง โดยไม่ได้ระบุว่าต้องมาจากพาสต้า ข้าว หรือแป้งชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ระบุ “คุณสมบัติ” ของอาหารที่ควรเลือกไว้ชัดเจน

10–12กรัมคาร์โบไฮเดรตต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน ตามแนวทาง ACSM/AND/DC 2016 และ Burke 2011
36–48ชั่วโมง — ระยะเวลาโหลดคาร์บที่แนะนำก่อนแข่งขัน ไม่ใช่แค่มื้อเดียวคืนก่อนแข่ง
1969ปีที่ Ron Hill ใช้กลยุทธ์โหลดคาร์บคว้าแชมป์ยุโรป จุดเริ่มต้นของธรรมเนียม pasta party
3เกณฑ์หลักในการเลือกอาหารโหลดคาร์บ: ดัชนีน้ำตาลสูง กากใยต่ำ ไขมันต่ำ

เกณฑ์การเลือกอาหารสำหรับโหลดคาร์บที่แนวทางเหล่านี้ระบุร่วมกัน มีสามข้อหลัก และเป็นเกณฑ์เดียวกับที่ทำให้พาสต้าขัดสี ข้าวขาว และมันฝรั่งต้ม เป็นตัวเลือกที่ดีในบริบทตะวันตก ไม่ใช่เพราะชนิดอาหารนั้นๆ วิเศษกว่าอาหารอื่น

1
ดัชนีน้ำตาลสูงถึงปานกลาง
High to Moderate Glycemic Index

คาร์โบไฮเดรตดัชนีน้ำตาลสูงถูกย่อยและดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็ว ทำให้ร่างกายนำไปสังเคราะห์เป็นไกลโคเจนในกล้ามเนื้อได้เร็วภายในกรอบเวลา 36–48 ชั่วโมงที่มีจำกัด ต่างจากคาร์โบไฮเดรตดัชนีน้ำตาลต่ำที่ย่อยช้ากว่าและอาจสะสมไกลโคเจนได้ไม่ทันภายในเวลาที่กำหนด

⚡ ดูดซึมเร็ว🍚 สะสมไกลโคเจนทันเวลา
2
กากใยต่ำ
Low Fibre

กากใยชะลอการย่อยและการเคลื่อนตัวของอาหารในกระเพาะและลำไส้ (gastric emptying) แม้จะมีประโยชน์ในวันซ้อมปกติ แต่ในช่วง 1–2 วันก่อนแข่งกลับเพิ่มความเสี่ยงท้องอืด แน่นท้อง และปัญหาระบบทางเดินอาหารในเช้าวันแข่งขัน

🚫 ไม่เอาผัก/ธัญพืชเต็มเมล็ดเยอะ🍽️ ย่อยง่าย ไม่ค้างท้อง
3
ไขมันต่ำ
Low Fat

ไขมันชะลอการเคลื่อนตัวของอาหารออกจากกระเพาะเช่นเดียวกับกากใย ทำให้อาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานขึ้น เพิ่มความเสี่ยงคลื่นไส้และไม่สบายท้องขณะวิ่ง อาหารที่มีไขมันสูงยังให้พลังงานต่อปริมาตรจากไขมันแทนที่จะเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายต้องการสะสมในรูปไกลโคเจนโดยเฉพาะ

🧈 เลี่ยงชีส/ของทอด/เนื้อมัน💨 ไม่ถ่วงการย่อย

เมื่อเข้าใจเกณฑ์ทั้งสามข้อนี้แล้ว จะเห็นชัดว่าพาสต้าขัดสีแบบเรียบ (ไม่ใส่ครีมซอสหรือชีสหนา) เข้าเกณฑ์ครบทั้งสามข้อพอดี แต่นั่นไม่ได้แปลว่าอาหารแป้งชนิดอื่นที่ผิดเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งจะใช้แทนกันได้เสมอไป ซึ่งเป็นจุดที่พิซซ่าส่วนใหญ่มีปัญหา (หมายเหตุ: เป้าหมายหลักไม่ใช่การไล่หาอาหารดัชนีน้ำตาลสูงที่สุดเสมอไป แต่คือการกินคาร์บให้ถึงเป้าหมายโดยไม่มีไขมันหรือกากใยมากจนกินไม่ไหวหรือไม่สบายท้อง)

🧮 ลองคิดเลขเล่นๆ

นักวิ่งน้ำหนัก 60 กก. ต้องการคาร์โบไฮเดรตประมาณ 600–720 กรัมต่อวันในช่วงโหลดคาร์บ พิซซ่าชีสถาดกลางทั่วไป (8 ชิ้น) ให้คาร์บรวมประมาณ 200–260 กรัมต่อถาดขึ้นกับสูตรและยี่ห้อ นั่นแปลว่าต้องกินพิซซ่าราว 2.3–3.6 ถาดต่อวันเพื่อให้ได้คาร์บครบตามเป้า ซึ่งจะพ่วงไขมันปริมาณมากตามมาด้วย (ตัวเลขโดยประมาณจากค่าเฉลี่ยทั่วไป ไม่ใช่ค่ากลางของพิซซ่าทุกยี่ห้อ) เทียบกับข้าวสวยที่ให้คาร์บใกล้เคียงกันโดยแทบไม่มีไขมันติดมาเลย

🚫ทำไมพิซซ่าถึงเป็นตัวเลือกที่แย่

พิซซ่าโดยทั่วไปมีแป้งเป็นฐานคาร์บสูงจริง แต่ท็อปปิ้งที่ใส่ทับลงไปมักทำให้พิซซ่าหลุดจากเกณฑ์ทั้งสามข้อข้างต้นพร้อมกันสองข้อ คือชีสและเนื้อสัตว์แปรรูป (เปปเปอโรนี ไส้กรอก เบคอน) ที่ใส่กันเป็นมาตรฐานในพิซซ่าส่วนใหญ่ ทำให้ปริมาณไขมันต่อจานสูงกว่าพาสต้าซอสมะเขือเทศธรรมดามาก ขณะที่สูตรที่พยายามทำให้ “ดูดีต่อสุขภาพ” ด้วยการใส่ผักหลากชนิดเต็มหน้า ก็กลับเพิ่มปริมาณกากใยขึ้นไปอีกทาง ผลคือพิซซ่าหลายสูตรมีทั้งไขมันสูงและกากใยสูงพร้อมกัน ซึ่งทั้งสองอย่างต่างชะลอ gastric emptying โดยตรงตามกลไกที่อธิบายไว้ข้างต้น

⚠️ หลักฐานจากนักไตรกีฬา

งานวิจัยของ Rehrer และคณะ ปี 1992 ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอาหารที่นักไตรกีฬารับประทานกับอาการทางระบบทางเดินอาหารระหว่างแข่งขัน พบว่าการรับประทานอาหารกากใยสูง ไขมันสูง โปรตีนสูง และคาร์โบไฮเดรตเข้มข้นเกินไปก่อนแข่ง มีความสัมพันธ์กับอาการทางระบบทางเดินอาหารที่เพิ่มขึ้น ทั้งอาการปวดเกร็งท้อง คลื่นไส้ และอาเจียนระหว่างการแข่งขัน [3] (งานนี้ศึกษาในนักไตรกีฬาช่วงใกล้และระหว่างแข่งขัน ไม่ใช่การทดลองพิซซ่าคืนก่อนมาราธอนโดยตรง แต่หลักการเรื่องไขมัน/กากใยสูงสัมพันธ์กับอาการทางเดินอาหารสามารถประยุกต์ใช้ในบริบทเดียวกันได้)

พูดง่ายๆ คือพิซซ่าหน้าเยอะแบบที่นักวิ่งไทยนิยมสั่งกันคืนก่อนแข่ง (หน้าฮาวายเอี้ยน หน้าซีฟู้ด หน้ามีทเลิฟเวอร์ หรือหน้าชีสล้นขอบ) มักผิดเกณฑ์ทั้งไขมันและกากใยไปพร้อมกัน ทำให้อาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานกว่าที่ควร เพิ่มความเสี่ยงตื่นมาแน่นท้อง หรือปวดท้องระหว่างวิ่งในเช้าวันแข่ง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่มีนักวิ่งคนไหนอยากเจอในวันที่สำคัญที่สุดของการซ้อมทั้งหมด

🍚อาหารไทยที่เหมาะกับการโหลดคาร์บจริงๆ (และที่ควรเลี่ยง)

ข่าวดีคืออาหารไทยมีตัวเลือกที่เข้าเกณฑ์ดัชนีน้ำตาลสูง กากใยต่ำ ไขมันต่ำ ได้ดีไม่แพ้พาสต้า และหาซื้อได้ง่ายกว่าด้วยซ้ำในบริบทของนักวิ่งไทย

ควรกิน — เข้าเกณฑ์ทั้งสามข้อ

  • 🍚ข้าวสวย (โดยเฉพาะข้าวขาว)
    ดัชนีน้ำตาลสูง กากใยต่ำกว่าข้าวกล้องมาก ไขมันแทบเป็นศูนย์ เป็นอาหารที่คนไทยคุ้นเคยและระบบย่อยรับได้ดีอยู่แล้ว ตักปริมาณตามเป้าคาร์บที่ต้องการได้ง่าย
  • 🥣โจ๊ก / ข้าวต้ม
    ย่อยง่ายมากเพราะข้าวถูกต้มจนเปื่อย เหมาะเป็นพิเศษสำหรับมื้อเช้าวันแข่งหรือคืนก่อนแข่งที่กังวลเรื่องท้องไส้ ควรเลือกแบบไม่ใส่เครื่องในหรือของทอดโรยหน้าปริมาณมาก
  • 🍜ก๋วยเตี๋ยวน้ำใส
    เส้นให้คาร์บดัชนีน้ำตาลสูง น้ำซุปใสไขมันต่ำกว่าน้ำข้นหรือต้มยำมาก ควรเลี่ยงน้ำมันกระเทียมเจียวปริมาณมากและพริกป่นที่ใส่เพิ่มเอง
  • 🍞ขนมปังขาว
    กากใยต่ำกว่าขนมปังโฮลวีตชัดเจน ย่อยง่าย พกพาสะดวก เหมาะเป็นของว่างเสริมระหว่างวันโหลดคาร์บ
  • 🍌กล้วยหอมสุก
    คาร์บสูง ไขมันเป็นศูนย์ กากใยน้อยกว่าผลไม้ชนิดอื่นเมื่อสุกเต็มที่ พกพาง่าย เป็นตัวเลือกยอดนิยมของนักวิ่งทั่วโลกอยู่แล้ว
  • 🍠มันเทศ / เผือกต้ม
    คาร์บสูง ไขมันต่ำเมื่อต้มหรือนึ่ง (ไม่ทอด) แต่มีกากใยและแป้งทนย่อย (resistant starch) อยู่ในระดับปานกลางถึงสูงกว่าข้าวขาว เหมาะเป็นตัวเลือกเสริมในวันโหลดคาร์บที่ห่างจากวันแข่ง 2–3 วันขึ้นไป ส่วนมื้อคืนก่อนแข่งควรสลับกลับไปเน้นข้าวสวยหรือก๋วยเตี๋ยวน้ำใสที่กากใยต่ำกว่าแทน เพื่อลดความเสี่ยงท้องอืดหรือมีแก๊สในเช้าวันแข่งขัน

ควรเลี่ยงคืนก่อนแข่ง — ผิดเกณฑ์อย่างน้อยหนึ่งข้อ

  • 🌶️ต้มยำ / แกงเผ็ดจัด
    แคปไซซิน (capsaicin) จากพริกระคายเคืองเยื่อบุทางเดินอาหารได้ในบางคน เพิ่มความเสี่ยงปวดท้องหรือท้องเสียระหว่างวิ่ง โดยเฉพาะในคนที่ไม่ได้กินเผ็ดเป็นประจำหรือกระเพาะไวต่อความเผ็ดอยู่แล้ว
  • 🥗ส้มตำ / อาหารหมักดอง
    มีทั้งความเผ็ดจากพริกและกรดจากมะนาว/ปลาร้าหมัก เสี่ยงระคายเคืองกระเพาะและกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้มากกว่าปกติ ไม่เหมาะกับช่วงใกล้แข่ง
  • 🍤ของทอด
    ไม่ว่าจะเป็นไก่ทอด หมูทอด หรือเมนูผัดน้ำมันเยอะ ไขมันสูงชะลอการย่อยตามกลไกเดียวกับพิซซ่า ควรเลี่ยงในมื้อโหลดคาร์บทุกมื้อ ไม่ใช่แค่มื้อคืนก่อนแข่ง

📊ตารางเปรียบเทียบ: พิซซ่า vs อาหารไทยโหลดคาร์บ

อาหารไขมันกากใยความเสี่ยงระบบย่อยอาหารความเร็วย่อย
พิซซ่าหน้าเยอะ (ชีส+เนื้อแปรรูป)สูงสูง–ปานกลางสูงช้า
พิซซ่ามาร์เกอริต้า แป้งบางปานกลางต่ำ–ปานกลางปานกลางปานกลาง
ก๋วยเตี๋ยวน้ำใสต่ำต่ำต่ำเร็ว
ข้าวสวยต่ำมากต่ำต่ำเร็ว
โจ๊ก / ข้าวต้มต่ำมากต่ำมากต่ำมากเร็วมาก

🍕ถ้าอยากกินพิซซ่าจริงๆ ทำอย่างไรให้เสี่ยงน้อยที่สุด

บทความนี้ไม่ได้บอกว่าห้ามกินพิซซ่าเด็ดขาด แต่ “จังหวะ” และ “ชนิด” ของพิซซ่าที่เลือกมีผลต่อความเสี่ยงมากกว่าที่หลายคนคิด หากอยากกินพิซซ่าจริงๆ ในสัปดาห์แข่ง ทำตามแนวทาง harm-reduction ต่อไปนี้เพื่อลดความเสี่ยงแทนการงดเด็ดขาด

💡 กินได้ แต่ต้องเปลี่ยน 2 อย่าง

1. เปลี่ยนจังหวะ: กินได้ในช่วง 2 วันขึ้นไปก่อนแข่ง ไม่ใช่คืนก่อนแข่งคืนเดียว เพื่อให้มีเวลาให้ระบบย่อยจัดการไขมัน/กากใยจากพิซซ่าให้หมดก่อนวันแข่งจริง แล้วสลับไปกินอาหารกากใยต่ำไขมันต่ำแบบข้าวสวยหรือก๋วยเตี๋ยวน้ำใสในมื้อคืนก่อนแข่งแทน

2. เปลี่ยนชนิด: เลือกหน้าชีสธรรมดาหรือมาร์เกอริต้า แป้งบาง ไม่ใส่เนื้อแปรรูปหรือท็อปปิ้งไขมันสูง (เปปเปอโรนี ไส้กรอก เบคอน ชีสล้นขอบ) และไม่ใส่ผักปริมาณมากจนกลายเป็นแหล่งกากใยสูง

📌สรุปประเด็นสำคัญ

  • 🍝Pasta party ไม่ได้เลือกพาสต้าเพราะพาสต้าวิเศษ
    Ron Hill เลือกพาสต้าและมันฝรั่งเพราะมันเข้าเกณฑ์คาร์บสูง ไขมันต่ำ กากใยต่ำ และเป็นอาหารที่หาซื้อง่ายในบริบทของเขาช่วงปี 1969 ไม่ใช่เพราะคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัวของพาสต้า
  • 🔬เกณฑ์จริงคือ High-GI, Low-Fibre, Low-Fat
    อาหารโหลดคาร์บที่ดีต้องเข้าเกณฑ์ทั้งสามข้อพร้อมกัน ไม่ใช่แค่มีคาร์บสูงอย่างเดียว ตามแนวทาง ACSM/AND/DC 2016 และ Burke 2011
  • 🍕พิซซ่าส่วนใหญ่ผิดเกณฑ์ไขมันและกากใยพร้อมกัน
    ชีส เนื้อแปรรูป และผักเต็มหน้า ทำให้พิซซ่าทั่วไปชะลอการย่อยและเพิ่มความเสี่ยงปัญหาระบบทางเดินอาหารตามหลักฐานจาก Rehrer et al. 1992
  • 🍚อาหารไทยหลายชนิดเข้าเกณฑ์ดีกว่าพิซซ่ามาก
    ข้าวสวย โจ๊ก ก๋วยเตี๋ยวน้ำใส ขนมปังขาว กล้วยหอม และมันเทศ/เผือกต้ม ล้วนตอบโจทย์เกณฑ์ High-GI/Low-Fibre/Low-Fat ได้ดีและหาซื้อง่ายกว่าพาสต้าในบริบทไทยด้วยซ้ำ
  • 🍕อยากกินพิซซ่าก็กินได้ แค่เปลี่ยนจังหวะและชนิด
    กิน 2 วันขึ้นไปก่อนแข่ง เลือกหน้าชีสธรรมดา/มาร์เกอริต้าแป้งบาง ไม่ใส่ท็อปปิ้งไขมันสูง แล้วสลับไปกินอาหารกากใยต่ำไขมันต่ำในมื้อคืนก่อนแข่งแทน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

กินพิซซ่าคืนก่อนแข่งครั้งเดียวจะพังเลยไหม?

ไม่จำเป็นต้องพังเสมอไป ความเสี่ยงขึ้นกับปริมาณ ชนิดท็อปปิ้ง และความไวของระบบย่อยแต่ละคน แต่ในเมื่อมีทางเลือกอื่นที่ความเสี่ยงต่ำกว่าชัดเจนและหาซื้อง่ายพอกัน การเลือกอาหารกากใยต่ำไขมันต่ำแทนในคืนสำคัญก่อนแข่งเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่า

พาสต้าซอสครีมหรือพาสต้าใส่ชีสเยอะๆ ยังถือว่าโอเคไหม?

ไม่โอเคเช่นกัน หลักการเดียวกับพิซซ่า พาสต้าที่เข้าเกณฑ์โหลดคาร์บคือพาสต้าซอสมะเขือเทศธรรมดาหรือซอสน้ำมันเบาๆ ไม่ใช่ซอสครีมหรือชีสหนาที่เพิ่มไขมันจนหลุดเกณฑ์เช่นเดียวกับพิซซ่าหน้าชีสล้น

ทำไมข้าวเหนียวไม่อยู่ในลิสต์อาหารที่แนะนำ?

ข้าวเหนียวให้คาร์บสูงและไขมันต่ำเช่นกัน แต่มีเนื้อสัมผัสแน่นและย่อยช้ากว่าข้าวสวยหรือข้าวต้มในคนส่วนใหญ่ จึงไม่ใช่ตัวเลือกอันดับแรกสำหรับมื้อใกล้แข่ง แต่ยังพอใช้ได้ในวันโหลดคาร์บที่ห่างจากวันแข่ง 2–3 วันขึ้นไป หากทดลองแล้วระบบย่อยรับได้ดี

ต้องเลิกกินพิซซ่าตลอดช่วงโหลดคาร์บ 36–48 ชั่วโมงเลยหรือไม่?

แนะนำให้เลี่ยงในช่วง 36–48 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนแข่งเป็นหลัก โดยเฉพาะมื้อคืนก่อนแข่งซึ่งมีความเสี่ยงสูงสุดหากเกิดปัญหาระบบทางเดินอาหารในเช้าวันถัดไป ส่วนก่อนหน้านั้นยังพอเลือกกินแบบ harm-reduction ได้ตามที่แนะนำไว้ข้างต้น

ถ้างานวิ่งจัด Pasta Party คืนก่อนแข่งให้ ควรเลือกกินอะไรในงาน?

เลือกพาสต้าซอสมะเขือเทศหรือซอสน้ำมันเบาๆ เป็นหลัก เลี่ยงซอสครีมอย่างคาโบนาร่าหรืออัลเฟรโดที่ไขมันสูง และเลี่ยงพิซซ่าหรือขนมปังกระเทียมเนยที่มักวางเป็นเมนูเสริมข้างโต๊ะพาสต้าในงานเหล่านี้ ตักผักหรือสลัดแต่พอประมาณเพื่อคุมปริมาณกากใยให้อยู่ในเกณฑ์ที่แนะนำ

โหลดคาร์บด้วยอาหารไทยแทนพาสต้า ต้องปรับปริมาณต่างจากเดิมไหม?

ไม่ต่างกัน เป้าหมายปริมาณยังคงเป็น 10–12 กรัมคาร์โบไฮเดรตต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน เท่ากันไม่ว่าจะเลือกกินข้าว ก๋วยเตี๋ยว หรือพาสต้า เพราะเป้าหมายคือปริมาณคาร์โบไฮเดรตรวมต่อวัน ไม่ใช่ชนิดอาหารที่ใช้ ดูรายละเอียดวิธีคำนวณและวางแผนได้ในบทความ Carb Loading ก่อนแข่ง ตอนที่ 24

🔗 อ่านต่อ: เติมคาร์บก่อนแข่งแล้ว ช่วงฟื้นตัวหลังซ้อมก็ต้องการแร่ธาตุเช่นกัน — แร่ธาตุ 4 ตัวที่ร่างกายใช้ฟื้นตัวหลังซ้อมวิ่ง — พร้อมแหล่งอาหารไทยธรรมชาติ (ไม่ต้องรีบพึ่งอาหารเสริม)

แหล่งอ้างอิง

  1. Thomas DT, Erdman KA, Burke LM. “Position of the Academy of Nutrition and Dietetics, Dietitians of Canada, and the American College of Sports Medicine: Nutrition and Athletic Performance.” Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics, 2016;116(3):501-528. doi: 10.1016/j.jand.2015.12.006. PubMed →
  2. Burke LM, Hawley JA, Wong SHS, Jeukendrup AE. “Carbohydrates for training and competition.” Journal of Sports Sciences, 2011;29(sup1):S17-S27. doi: 10.1080/02640414.2011.585473. DOI →
  3. Rehrer NJ, van Kemenade M, et al. “Gastrointestinal Complaints in Relation to Dietary Intake in Triathletes.” International Journal of Sport Nutrition, 1992;2(1):48-59. doi: 10.1123/ijsn.2.1.48. PubMed →
  4. “How Ron Hill ate his way into marathon-running history.” Inside the Games. Inside the Games →
  5. “A history of marathon fueling.” Precision Hydration. Precision Hydration →