📐สูตร Riegel และ Fatigue Factor คืออะไร

สูตรของ Peter Riegel ทำนายเวลาระยะหนึ่งจากผลแข่งอีกระยะ: T2 = T1 × (D2 ÷ D1)b โดย T คือเวลา D คือระยะ และ b คือเลขชี้กำลังที่ Riegel เรียกว่า “fatigue factor” [1]

ถ้า b = 1.00

ตามโมเดล เพซเฉลี่ยไม่ลดลงเมื่อระยะเพิ่มขึ้น ระยะ 2 เท่าใช้เวลา 2 เท่าพอดี

ถ้า b = 1.06

ระยะ 2 เท่าใช้เวลา 21.06 ≈ 2.085 เท่า เพซเฉลี่ยช้าลงราว 4.2% ทุกครั้งที่ระยะเพิ่มเป็น 2 เท่า จาก 5K ไปมาราธอน (8.44 เท่า) เพซช้าลงราว 13.7%

ถ้า b = 1.10

ระยะ 2 เท่าใช้เวลาราว 2.14 เท่า เพซช้าลงราว 7.2% ต่อการเพิ่มระยะ 2 เท่า จาก 5K ไปมาราธอนเพซช้าลงราว 23.8%

ค่า b ต่างกันแค่ 0.04 แต่ทำนายมาราธอนต่างกันหลายสิบนาที นี่คือเหตุผลที่ควรรู้ว่า 1.06 มาจากไหนและเหมาะกับใคร

📜1.06 มาจากไหน: สิ่งที่งานต้นฉบับเขียนจริง

Riegel เป็นวิศวกรวิจัยชาวอเมริกัน เสนอสูตรเปรียบเทียบผลวิ่งต่างระยะครั้งแรกในบทความ “Time Predicting” ใน Runner’s World ปี 1977 แล้วขยายเป็นบทความ “Athletic Records and Human Endurance” ในวารสาร American Scientist ปี 1981 [1][2]

ในงานปี 1981 Riegel นำสถิติโลก (ถึงปลายปี 1979) ของกีฬาความอดทนหลายชนิดมาลงกราฟ log–log และพบว่าแต่ละชนิดเรียงเป็นเส้นตรงในช่วงเวลาราว 3.5–230 นาที ค่า b ที่ได้ในตารางของเขามีตัวอย่างดังนี้ [1]

ประเภท (Riegel 1981)ค่า b
วิ่ง ชาย (สถิติโลก)1.077
วิ่ง หญิง (สถิติโลก)1.083
วิ่ง ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป1.054
วิ่ง ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป1.054
วิ่ง ชายอายุ 60 ปีขึ้นไป1.056
วิ่ง ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป1.064
เดินเร็ว ชาย1.054
จักรยาน ชาย1.048
ว่ายน้ำ ชาย1.030
ข้อที่หลายบทความเข้าใจผิด

ในงานปี 1981 ค่าที่ fit จากสถิติโลกวิ่งชายคือ 1.077 และหญิง 1.083 (ราว 1.08) ไม่ใช่ 1.06 ค่าราว 1.05–1.06 ในตารางนั้นเป็นของสถิติชายรุ่นอายุ 40–70 ปี [1] ดังนั้น 1.06 ที่เครื่องคำนวณออนไลน์นิยมใช้ ไม่ใช่ค่าของสถิติโลกวิ่งชายหรือหญิงในตารางปี 1981 และเรายังไม่พบหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าค่านี้เริ่มถูกใช้เป็นค่ามาตรฐานตั้งแต่เมื่อใด

🏆ทดสอบกับสถิติโลกปัจจุบัน

ใช้สถิติโลก 5000 ม. ของ Joshua Cheptegei (12:35.36, 2020) เป็นฐาน แล้วทำนายระยะอื่นด้วย b = 1.06 และ 1.08 [3][4]

ระยะสถิติโลกจริงทำนายด้วย 1.06ทำนายด้วย 1.08
10,000 ม.26:11.00 (Cheptegei, 2020)26:14.9 (+3.9 วิ)26:36.9 (+25.9 วิ)
ฮาล์ฟมาราธอน57:20 (Kiplimo, 2026)57:54.8 (+34.8 วิ)59:36.3 (+2:16)
มาราธอน1:59:30 (Sawe, 2026)2:00:44.7 (+1:15)2:06:00.5 (+6:31)

เมื่อหาค่า b จากสถิติโลกชาย 4 ระยะนี้ด้วยการ fit เส้นตรงบนกราฟ log–log ได้ราว 1.055 ต่ำกว่า 1.08 ของสถิติปี 1979 [1] ผลนี้สอดคล้องกับความเป็นไปได้ว่าสถิติระยะไกลพัฒนามากกว่าระยะสั้น แต่การเทียบเพียง 2 ชุดยังไม่พอจะยืนยันแนวโน้มตลอด 40 กว่าปี ที่แน่ชัดคือค่า 1.06 ใกล้กับสถิติโลกยุคนี้มากกว่าค่าในตารางปี 1981

ค่า 1.055 เป็นการคำนวณของเราเองจากเวลา 4 ระยะ (5000 ม., 10,000 ม., ฮาล์ฟ, มาราธอน) ไม่ใช่ค่าที่ตีพิมพ์ในงานวิจัย และสถิติแต่ละระยะทำโดยนักวิ่งต่างคน ต่างสนาม

🧮เครื่องคำนวณ: Fatigue Factor ของคุณ

ใช้ผลแข่ง 2 รายการที่วิ่งเต็มที่ ในช่วงที่ฟิตใกล้กัน (ห่างกันไม่เกินราว 2–3 เดือน) และเส้นทาง อากาศ ไม่ต่างกันมาก เครื่องจะคำนวณ b = log(T2 ÷ T1) ÷ log(D2 ÷ D1) แล้วทำนายระยะเป้าหมายด้วยค่าของคุณเทียบกับ 1.06

ค่าเริ่มต้นเป็นตัวอย่าง แก้เป็นผลของคุณเองได้ · เวลาต้องอยู่ในช่วงที่สมเหตุสมผลของแต่ละระยะ (เพซราว 2:30–15:00 นาที/กม.)

ตัวอย่างคำนวณด้วยมือ

10K 50:00 (3000 วินาที) และฮาล์ฟ 1:50:30 (6630 วินาที): b = ln(6630 ÷ 3000) ÷ ln(21097.5 ÷ 10000) = 0.7930 ÷ 0.7466 ≈ 1.062 สูงกว่า 1.06 เล็กน้อย แปลว่าเพซตกจาก 10K ไปฮาล์ฟมากกว่าค่ามาตรฐานนิดเดียว

🏃นักวิ่งจริงมีค่าเท่าไร

ฐานข้อมูลนักวิ่งอังกฤษ (Blythe & Király, 2016)

วิเคราะห์ผลแข่งราว 1.4 ล้านรายการของนักวิ่งราว 165,000 คนจากฐานข้อมูล thepowerof10 (100 ม. ถึงมาราธอน) ด้วยโมเดล 3 องค์ประกอบ เลขชี้กำลังรายบุคคลในโมเดลนี้มีมัธยฐาน 1.12 (เปอร์เซ็นไทล์ 5–95 อยู่ที่ 1.10–1.15) และนักวิ่งระดับโลกที่ศึกษามีค่าต่ำกว่า เช่น 1.08 [5] ค่านี้มาจากโมเดลเฉพาะของงานนั้น เทียบตรงๆ กับค่า b จากผลแข่ง 2 รายการไม่ได้ แต่ชี้ทิศทางว่านักวิ่งทั่วไปมักมีค่าสูงกว่า 1.06 และโมเดลที่ใช้ข้อมูลรายบุคคลทำนายแม่นกว่าสูตร Riegel ที่ใช้ค่าเดียวกับทุกคน

แบบสอบถามนักวิ่งทั่วไป (Vickers & Vertosick, 2016)

ข้อมูลจากนักวิ่ง 2,303 คนที่ตอบแบบสอบถามออนไลน์ สูตร Riegel (b = 1.07) ทำนาย 10K และฮาล์ฟได้ดี แต่ทำนายมาราธอนเร็วเกินจริง ราวครึ่งหนึ่งของนักวิ่งช้ากว่าที่ทำนายอย่างน้อย 10 นาที ระยะซ้อมต่อสัปดาห์เป็นตัวแปรสำคัญในโมเดลที่ทำนายได้ดีกว่า [6]

สรุปคือ 1.06 เหมาะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับระยะที่ใกล้กัน เช่น 10K → ฮาล์ฟ แต่สำหรับมาราธอนของนักวิ่งทั่วไป ค่าจริงมักสูงกว่า ถ้ามีผลแข่ง 2 ระยะ ใช้ค่าจากผลแข่งของตัวเองประกอบ (2 รายการไม่ได้รับประกันว่าแม่นกว่า 1.06 เสมอ) หรือใช้ เครื่องคำนวณ VDOT ประกอบ

🫀ทำไมยิ่งไกลยิ่งช้าลง

Riegel ไม่ได้สร้างสูตรจากสรีรวิทยา เขาหาจากข้อมูลผลแข่ง [1] แต่ในทางสรีรวิทยา โมเดลของ Joyner (1991) อธิบายว่าความเร็วที่คงได้ในระยะไกลขึ้นกับ 3 ปัจจัยหลัก คือ VO2max สัดส่วนของ VO2max ที่คงไว้ได้ก่อนถึงเกณฑ์ lactate threshold และ running economy [7] ยิ่งวิ่งนาน สัดส่วนที่คงไว้ได้ยิ่งลดลง ร่วมกับปัจจัยอื่น เช่น ไกลโคเจนที่ลดลง ความร้อนสะสม และกล้ามเนื้อล้า

จากกรอบนี้ เราอนุมานได้ว่าการซ้อมแอโรบิก การเพิ่มระยะ และการเติมพลังระหว่างแข่ง น่าจะช่วยให้รักษาเพซในระยะไกลได้ดีขึ้น (เป็นข้อสันนิษฐาน ไม่ใช่ผลที่ทดลองวัดค่า b โดยตรง) อ่านต่อที่ ระบบซ้อมของ Jack Daniels และ ตารางซ้อม Half Marathon

⚠️ข้อจำกัด และอากาศร้อนแบบไทย

ช่วงเวลาที่สูตรใช้ได้

Riegel ระบุว่าความสัมพันธ์เป็นเส้นตรงในช่วงราว 3.5–230 นาที นอกช่วงนี้ (ระยะสั้นมาก หรืออัลตร้า) สูตรเพี้ยน [1]

สนาม อากาศ และเนินต้องใกล้กัน

ผลแข่งที่ใช้คำนวณควรมาจากเส้นทางราบ อากาศใกล้กัน และช่วงฟิตเดียวกัน เทรลหรือเส้นทางที่มีเนินมากทำให้ค่าเพี้ยน

อากาศร้อนทำให้ช้าลงเพิ่ม

งานวิเคราะห์ผลมาราธอนของ Ely และคณะ (2007) พบว่าเมื่อดัชนีความร้อน WBGT สูงขึ้น เวลามาราธอนช้าลงเป็นลำดับ และนักวิ่งที่ช้ากว่าได้รับผลมากกว่า [8] งานวิ่งในไทยหลายงานปล่อยตัวตี 3–5 เพื่อเลี่ยงความร้อน แต่อากาศก็ยังร้อนชื้นได้ ถ้าผลที่ใช้คำนวณมาจากวันที่อากาศเย็นกว่าวันแข่งเป้าหมาย ให้เผื่อเวลาเพิ่ม

ทำนายข้ามระยะไกล

ทำนายจาก 5K ไปมาราธอน (8.4 เท่า) คลาดเคลื่อนได้มากกว่าทำนายระยะที่ใกล้กัน ถ้ามีผลฮาล์ฟ ใช้ผลฮาล์ฟดีกว่า

ทำนายเวลาจากผลแข่งระยะเดียวได้ที่ สูตร Riegel ทำนายเวลาวิ่ง

✅สรุป

  • สูตร T2 = T1 × (D2/D1)b ค่า b บอกว่าเพซตกแค่ไหนเมื่อระยะเพิ่ม b = 1.06 คือเพซช้าลงราว 4.2% ต่อการเพิ่มระยะ 2 เท่า
  • งานต้นฉบับปี 1981 ให้ค่าสถิติโลกวิ่งราว 1.08 ค่า 1.05–1.06 เป็นของสถิติรุ่นอายุ 40–70 ปี [1]
  • สถิติโลกปัจจุบันให้ค่าราว 1.055 (คำนวณจาก 4 ระยะ) สูตร 1.06 จึงทำนายสถิติโลกยุคนี้ได้ใกล้เคียง
  • นักวิ่งทั่วไปมักสูงกว่า โมเดลของฐานข้อมูลอังกฤษให้มัธยฐาน 1.12 [5] และสูตร b = 1.07 ทำนายมาราธอนเร็วเกินจริงสำหรับราวครึ่งหนึ่งของนักวิ่งในอีกงาน [6]
  • ใช้ค่าของตัวเองประกอบ จากผลแข่ง 2 รายการที่วิ่งเต็มที่ในช่วงฟิตเดียวกัน และเผื่อเวลาเมื่อแข่งในอากาศร้อน [8]

อ้างอิง

  1. Riegel PS. “Athletic Records and Human Endurance.” American Scientist 1981;69(3):285–290. (ตาราง fatigue factor จากสถิติโลกถึงปี 1979)
  2. Riegel PS. “Time Predicting.” Runner’s World, August 1977. (บทความนิตยสาร เสนอสูตรครั้งแรก) · สแกนต้นฉบับทั้ง 2 ชิ้นอยู่ที่ Pete Riegel Archive
  3. World Athletics — สถิติโลก 5000 ม. และ 10,000 ม. (Joshua Cheptegei, 2020) และฮาล์ฟมาราธอน (Jacob Kiplimo 57:20, ลิสบอน 8 มี.ค. 2026) ดูที่ worldathletics.org
  4. 2026 London Marathon — Sabastian Sawe 1:59:30 (26 เม.ย. 2026) สถิติโลกมาราธอนชาย ดู World Athletics records
  5. Blythe DAJ, Király FJ. “Prediction and Quantification of Individual Athletic Performance of Runners.” PLOS ONE 2016;11(6):e0157257. doi: 10.1371/journal.pone.0157257
  6. Vickers AJ, Vertosick EA. “An empirical study of race times in recreational endurance runners.” BMC Sports Science, Medicine and Rehabilitation 2016;8:26. doi: 10.1186/s13102-016-0052-y
  7. Joyner MJ. “Modeling: optimal marathon performance on the basis of physiological factors.” Journal of Applied Physiology 1991;70(2):683–687. doi: 10.1152/jappl.1991.70.2.683
  8. Ely MR, Cheuvront SN, Roberts WO, Montain SJ. “Impact of weather on marathon-running performance.” Medicine & Science in Sports & Exercise 2007;39(3):487–493. doi: 10.1249/mss.0b013e31802d3aba