วิตามิน D กับนักวิ่ง: แดดเมืองไทยจัด แต่ทำไมยังพร่อง (และควรตรวจ/เสริมเมื่อไร)
วิตามิน D ไม่ได้ช่วยแค่กระดูก แต่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อและความเสี่ยง กระดูกล้า (stress fracture) ของนักวิ่งด้วย — และแม้เมืองไทยแดดจะจัด งานสำรวจระดับชาติกลับพบว่าคนไทยเกือบครึ่งมีวิตามิน D ไม่พอ บทความนี้สรุปว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น ระดับเท่าไรถึงพอ ควรตรวจเมื่อไร และเสริมอย่างไรให้ปลอดภัย
วิตามิน D จำเป็นต่อการดูดซึมแคลเซียม กระดูก และการทำงานของกล้ามเนื้อ — ระดับต่ำสัมพันธ์กับความเสี่ยง กระดูกล้า (stress fracture) ที่สูงขึ้น · แม้ไทยแดดจัด การสำรวจปี 2551–2552 พบ คนไทย ~45% มีระดับต่ำกว่า 30 ng/mL (เกณฑ์ที่งานนั้นใช้ · กทม. ~65%) — การใช้ชีวิตในอาคาร/ได้ UVB น้อยอาจมีส่วน แต่ยังไม่พิสูจน์สาเหตุ · ระดับในเลือดยังไม่มีจุดตัดสากลค่าเดียว — โดยทั่วไป ≥ 20 ng/mL ถือว่าพอสำหรับคนส่วนใหญ่ ส่วนสายเวชศาสตร์การกีฬามักเฝ้าระวังที่ ~30 ng/mL ขึ้นไป (ดันให้สูงมากไม่ได้ช่วยให้เก่งขึ้น) · ถ้าเสี่ยง (กระดูกล้าซ้ำ อยู่ในร่ม กันแดดตลอด) ควร ปรึกษาแพทย์/ตรวจเลือดก่อนเสริม — แก้ภาวะขาดด้วยขนาดเหมาะสมสม่ำเสมอ เลี่ยงการเหมาโดสสูงทีเดียวด้วยตนเอง (โดสสูงครั้งเดียว = “bolus” เช่น กินหลายหมื่น IU รวดเดียวเป็นครั้งคราว)
☀️วิตามิน D สำคัญกับนักวิ่งตรงไหน?
วิตามิน D ทำงานเหมือน “ฮอร์โมน” มากกว่าวิตามินทั่วไป และเกี่ยวข้องกับเรื่องที่นักวิ่งแคร์โดยตรง:
- 🦴กระดูกช่วยให้ร่างกาย ดูดซึมแคลเซียม จากอาหารได้ ถ้าวิตามิน D ต่ำ ต่อให้กินแคลเซียมมากก็ใช้ได้ไม่เต็มที่ กระดูกจึงเปราะและเสี่ยงกระดูกล้ามากขึ้น
- 💪กล้ามเนื้อมีตัวรับวิตามิน D ในกล้ามเนื้อ · ภาวะขาดรุนแรงอาจสัมพันธ์กับแรงกล้ามเนื้อที่ด้อยลง และการแก้ให้หายขาดอาจช่วยได้ แต่ผลการทดลองด้านแรง/สมรรถภาพยัง ไม่สม่ำเสมอ และไม่มีหลักฐานว่าการดันให้สูงกว่าระดับเพียงพอเพิ่มแรง [1]
- 🛡️ภูมิคุ้มกันมีบทบาทต่อระบบภูมิคุ้มกัน แต่ผลของ “การเสริม” ต่อการไม่ป่วยยัง ก้ำกึ่ง (ดูหัวข้อท้ายบท)
ประเด็นคือ ภาวะขาดรุนแรงอาจกระทบการทำงานของกระดูกและกล้ามเนื้อ แต่ การเพิ่มระดับให้สูงกว่าความเพียงพอไม่ได้แปลว่าสมรรถภาพจะดีขึ้น — เป้าหมายคือ “พอ” ไม่ใช่ “ยิ่งเยอะยิ่งดี”
🌏แดดเมืองไทยจัด ทำไมนักวิ่งไทยยังพร่อง?
ฟังดูขัดกับสามัญสำนึก แต่ข้อมูลจริงชัดเจน งานสำรวจระดับชาติในไทย (Chailurkit และคณะ · เก็บข้อมูลปี 2551–2552 นิยาม “ไม่พอ” ที่ต่ำกว่า 30 ng/mL) พบว่า คนไทยราวครึ่งหนึ่ง (~45%) มีวิตามิน D ไม่พอ โดยพบมากในเมืองมากกว่าชนบท: กรุงเทพฯ ~64.6%, เขตเทศบาลอื่น ~46.7%, นอกเขตเทศบาล ~33.5% และ ผู้หญิง คนอายุน้อย และคนเมือง มีแนวโน้มต่ำกว่า [2]
โดยทั่วไปเชื่อว่าสาเหตุที่แดดจัดแต่ยังพร่องมาจาก:
- 🏢ชีวิตอยู่ในร่มทำงานออฟฟิศ ติดแอร์ ขับรถ — โดนแดดจริงน้อย และกระจกหน้าต่างกรอง UVB (คลื่นที่สร้างวิตามิน D) ออกเกือบหมด
- 🧴กันแดด + ค่านิยมผิวขาวการอยู่ในอาคาร เสื้อผ้าที่ปกปิดผิว และค่านิยมผิวขาวลดการรับ UVB (ส่วน “ครีมกันแดด” ในการใช้จริง หลักฐานยังไม่สม่ำเสมอว่าทำให้วิตามิน D ต่ำ)
- 🕛เลี่ยงแดดช่วงที่ได้ผลที่สุดUVB แรงสุดช่วงสาย–เที่ยง (~10.00–15.00) ซึ่งเป็นช่วงที่คนไทยตั้งใจหลบเพราะร้อน นักวิ่งส่วนใหญ่ก็ซ้อมเช้ามืด/เย็นที่แดดอ่อน
ทั้งนี้เป็น กลไกทั่วไปที่เชื่อว่าเกี่ยวข้อง — งานสำรวจของ Chailurkit วัดเฉพาะระดับในเลือด ไม่ได้พิสูจน์ว่าปัจจัยเหล่านี้เป็นสาเหตุโดยตรง
งานวิเคราะห์รวม (meta-analysis) ในนักกีฬา 2,313 คน พบว่า ~56% มีวิตามิน D ไม่พอ (ใช้เกณฑ์ต่ำกว่า 32 ng/mL ซึ่งค่อนข้างสูง) และเสี่ยงสูงขึ้นในหน้าหนาว ละติจูดสูง และ กีฬาในร่ม [3] · นักวิ่งได้เปรียบตรงที่ซ้อมกลางแจ้ง แต่ถ้าซ้อมก่อนแดดขึ้น/หลังแดดตก ใส่เสื้อแขนยาว และทากันแดดตลอด ก็ยัง “พร่อง” ได้เหมือนคนเมืองทั่วไป
🦴วิตามิน D กับกระดูกและกระดูกล้า (stress fracture)
นี่คือเหตุผลที่นักวิ่งควรใส่ใจวิตามิน D มากกว่าคนทั่วไป — กระดูกล้า (stress fracture) คือการบาดเจ็บจากแรงกระแทกซ้ำ ๆ ที่พบบ่อยในนักวิ่ง และวิตามิน D + แคลเซียมคือฐานของกระดูกที่แข็งแรง
- 📉ระดับต่ำสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นเป็นหลักฐาน เชิงสังเกต: งานติดตามทหารเกณฑ์พบว่าคนที่ 25(OH)D ต่ำกว่าค่ามัธยฐานมีโอกาสเกิดกระดูกล้าสูงกว่า แต่ค่าที่ใช้แบ่งกลุ่มไม่ใช่เส้นตายตัวสำหรับทุกคน [4]
- 🧪เสริมแคลเซียม+วิตามิน D ร่วมกันช่วยลดได้RCT ในทหารเรือหญิง ~8 สัปดาห์ (แคลเซียม 2,000 มก. + วิตามิน D 800 IU/วัน) ลดกระดูกล้า ราว 20% เทียบยาหลอก [5] · แต่เป็นผลของ สูตรร่วมในประชากรเฉพาะ ยังแยกไม่ได้ว่าวิตามิน D เดี่ยว ๆ ช่วยเท่าไร
ข้อสำคัญ: วิตามิน D ทำงาน คู่กับแคลเซียมและพลังงานที่พอ ถ้ากินไม่พอเทียบกับที่ซ้อมจนฮอร์โมนตก (ภาวะ RED-S) กระดูกก็บางลงแม้วิตามิน D จะพอ — เรื่องนี้โยงกับบท RED-S และ นักวิ่งหญิง ในซีรีส์นี้โดยตรง
🩺ควรตรวจเมื่อไร? ระดับเท่าไรถึงพอ?
คนสุขภาพดีทั่วไปไม่จำเป็นต้องตรวจทุกคน (แนวทาง Endocrine Society ปี 2024 ไม่แนะนำการตรวจคัดกรองในคนสุขภาพดี) แต่ อาจพิจารณาตรวจเลือด (25-hydroxyvitamin D) ร่วมกับแพทย์ เมื่อมีปัจจัยเสี่ยงชัดเจน เช่น เคยกระดูกล้า/กระดูกหักจากความล้าซ้ำ ๆ, อยู่ในร่มเป็นหลักและกันแดดตลอด, หรือเป็นนักวิ่งหญิงที่มีภาวะพลังงาน/รอบเดือน/กระดูกร่วมด้วย · อาการอย่างอ่อนล้าหรือปวดกล้ามเนื้อมีได้หลายสาเหตุ จึงไม่ใช่ข้อบ่งชี้ให้ตรวจวิตามิน D โดยอัตโนมัติ [8]
ข้อควรรู้: ระดับ “ที่เหมาะสม” ยังไม่มีจุดตัดสากลเพียงค่าเดียว กรอบที่ใช้กันมีดังนี้ (แปลผลร่วมกับแพทย์ ไม่ใช่เส้นวินิจฉัยตายตัว):
| ระดับ 25(OH)D | ตีความ (กรอบ NASEM/FNB) | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| < 12 ng/mL (< 30 nmol/L) | เสี่ยงขาด | ควรแก้ไข ปรึกษาแพทย์เรื่องการเสริม |
| 12–<20 ng/mL (30–<50) | อาจไม่เพียงพอ | บางคน (โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง) ยังไม่พอ |
| ≥ 20 ng/mL (≥ 50) | เพียงพอสำหรับคนส่วนใหญ่ | เกณฑ์ประชากรของ NASEM/FNB [9] |
| ~30–40 ng/mL | กรอบเฝ้าระวังสายกีฬา | ผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่มใช้เป็นกรอบ แต่ ยังไม่มีเป้าเฉพาะนักกีฬาที่ตกลงร่วมกัน และไม่มีหลักฐานว่าดันสูงกว่านี้ดีกว่า [1] |
| เลี่ยงเรื้อรัง > ~50–60 ng/mL | สูงเกินจำเป็น | FNB แนะนำเลี่ยงระดับเรื้อรังเกิน ~50–60 · พิษ/แคลเซียมสูงมักพบเมื่อสูงมาก (มักเกิน ~150) [9] |
หมายเหตุ: เกณฑ์เดิมของ Endocrine Society ปี 2011 เคยใช้ <20 = ขาด, 21–29 = ไม่พอ, ≥30 = พอ แต่ฉบับปรับปรุงปี 2024 ไม่รับรองจุดตัดดังกล่าวเป็นเกณฑ์ตายตัว เพราะยังไม่มีหลักฐานการทดลองที่กำหนดระดับเป้าหมายซึ่งให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้ชัดเจน [8]
💊เสริมเท่าไร กินยังไงให้ดูดซึม?
แหล่งวิตามิน D มาจาก อาหาร อาหารเสริม และการสร้างที่ผิวจากแดด (UVB) — แต่ ไม่ควรจงใจตากแดดจนเสี่ยงผิวไหม้หรือหยุดกันแดดเพื่อเพิ่มวิตามิน D (สมาคมแพทย์ผิวหนังไม่แนะนำให้จงใจรับ UV เพื่อวิตามิน D [12]) · ควรเริ่มจากประเมินอาหารและปัจจัยเสี่ยงก่อน หากจำเป็นจึงพิจารณาอาหารเสริมในขนาดเหมาะสม
| วิธี | ปริมาณอ้างอิง | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| แดด | ผิวสังเคราะห์ได้เองเมื่อโดน UVB | คนเมือง/กันแดด/ซ้อมช่วงแดดอ่อน มักได้ไม่พอ — ไม่ต้องเผาตัวกลางแดดเปรี้ยงเพื่อวิตามิน D |
| อาหาร | ปลาไขมันสูงคือแหล่งเด่นสุด | ปลาแซลมอน แมคเคอเรล ปลาทู ซาร์ดีน · ไข่แดง · เห็ดที่ผ่านแสง UV (มักให้ D2) · อาหารไทยเสริมได้ดีด้วยปลาทู |
| อาหารเสริม (D3) | คนสุขภาพดีไม่จำเป็นต้องเสริมทุกคน · ถ้าตรวจพบต่ำ/มีข้อบ่งชี้ แพทย์อาจให้ ~1,000–2,000 IU/วัน หรือขนาดอื่นตามระดับตั้งต้น อายุ และโรคประจำตัว [6,8] | การรักษาภาวะขาดมักใช้การให้ แบบสม่ำเสมอ หรือสูตรที่แพทย์กำหนด · เลี่ยง bolus ขนาดใหญ่ด้วยตนเอง · กินพร้อมมื้อที่มีไขมันบ้างอาจช่วยดูดซึม (แต่ยังดูดซึมได้แม้มื้อนั้นไม่มีไขมัน) |
วิตามิน D สะสมในร่างกายและ มากเกินมีโทษ (แคลเซียมในเลือดสูง) · 4,000 IU/วัน คือเพดานการได้รับรวม (Upper Limit) สำหรับคนทั่วไปอายุ 9 ปีขึ้นไป ไม่ใช่โดสเป้าหมาย และไม่ใช่หลักประกันว่ารับต่อเนื่องได้โดยไม่ประเมิน โดยเฉพาะผู้มีโรคไต ภาวะแคลเซียมสูง โรค granulomatous หรือใช้ยาบางชนิด · โดสสูงเพื่อแก้ภาวะขาดควรอยู่ภายใต้การดูแลแพทย์ [9]
🛡️วิตามิน D ช่วยไม่ให้ป่วยจริงไหม?
เป็นคำถามยอดฮิต โดยเฉพาะนักวิ่งที่มัก “ป่วยง่ายช่วงซ้อมหนัก” คำตอบตรงไปตรงมาคือ หลักฐานยังก้ำกึ่ง:
- 📊ภาพรวมไม่ชัดงานปี 2017 พบประโยชน์ เพียงเล็กน้อย (เด่นกว่าเมื่อให้แบบรายวัน/รายสัปดาห์ และในคนที่ขาดมาก) [7] · การวิเคราะห์ปี 2021 พบผลรวมเพียงเล็กน้อยและไม่ยืนยันว่าระดับตั้งต้นเป็นตัวปรับผลชัดเจน [10] · ส่วนอัปเดตปี 2025 ไม่พบผลป้องกันโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ [11]
- 🎯แปลว่าอะไรอย่าคาดหวังวิตามิน D เป็น “ยากันหวัด” · ประโยชน์ที่แน่นอนกว่าคือ แก้ภาวะขาดเพื่อกระดูกและกล้ามเนื้อ ส่วนภูมิคุ้มกันถือเป็นผลพลอยได้ที่อาจมีบ้างเมื่อระดับกลับมาพอ
📌สรุปประเด็นสำคัญ
- 🦴วิตามิน D = ฐานของกระดูกและกล้ามเนื้อต่ำ → ดูดซึมแคลเซียมแย่ลง เสี่ยงกระดูกล้ามากขึ้น · เสริมแคลเซียม+วิตามิน D ลดกระดูกล้าได้ราว 20% ในงานหนึ่ง
- 🌏แดดไทยจัดแต่คนไทยเกือบครึ่งยังไม่พออยู่ในร่ม กันแดด ค่านิยมผิวขาว ทำให้พร่องได้ — กรุงเทพฯ สูงถึง ~65%
- 🩺เป้าคือ “พอ” ไม่ใช่ “เยอะ”ไม่มีจุดตัดสากลค่าเดียว · ≥ 20 ng/mL พอสำหรับคนส่วนใหญ่ (สายกีฬาเฝ้าระวัง ~30+) · ดันสูงมากไม่ได้เก่งขึ้น เลี่ยงระดับเรื้อรัง > ~50–60
- 💊ถ้าเสี่ยง ให้ตรวจก่อนเสริมแก้ภาวะขาดด้วยขนาดเหมาะสมสม่ำเสมอ เลี่ยง bolus ใหญ่ด้วยตนเอง · กินคู่มื้อมีไขมัน · 4,000 IU/วัน = เพดาน (UL) ไม่ใช่โดสเป้าหมาย · โดสสูงต้องอยู่ใต้แพทย์
❓คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ซ้อมวิ่งกลางแจ้งทุกวัน ยังต้องกลัววิตามิน D ต่ำไหม?
ยังเป็นไปได้ ถ้าซ้อมช่วงเช้ามืด/เย็นที่แดดอ่อน ใส่เสื้อแขนยาว และทากันแดดตลอด ร่างกายจะสร้างวิตามิน D ได้น้อย นักกีฬากลางแจ้งจำนวนไม่น้อยก็ยังพบว่าไม่พอ ถ้ากังวลให้ตรวจเลือดยืนยัน
ต้องตากแดดเที่ยงนาน ๆ เพื่อวิตามิน D ไหม?
ไม่ต้องถึงขั้นเผาตัวกลางแดดเปรี้ยง การได้แดดพอเหมาะช่วยได้ แต่การจงใจตากแดดจัดนาน ๆ เพิ่มความเสี่ยงผิวไหม้และมะเร็งผิวหนังโดยไม่คุ้ม ถ้าระดับต่ำจริง การปรับอาหารและเสริมตามคำแนะนำแพทย์ปลอดภัยและควบคุมได้กว่า
กินวิตามิน D เสริมช่วยให้วิ่งเร็วขึ้นไหม?
ถ้าคุณขาดอยู่เดิม การแก้ให้ถึงเกณฑ์พออาจช่วยแรงกล้ามเนื้อและลดความเสี่ยงบาดเจ็บ แต่ถ้าระดับพอแล้ว การกินเพิ่มไม่ได้ทำให้เร็วขึ้น วิตามิน D ไม่ใช่สารเพิ่มสมรรถภาพ เป้าหมายคือ “ไม่ให้ขาด” ไม่ใช่ยิ่งมากยิ่งดี
ควรกินวิตามิน D คู่แคลเซียมเลยไหม?
สองตัวนี้ทำงานร่วมกันเรื่องกระดูก แต่ไม่จำเป็นต้องเสริมทั้งคู่เสมอไป ถ้ากินอาหารแคลเซียมพอ (นม โยเกิร์ต ปลาเล็กกินก้าง เต้าหู้ ผักใบเขียว) อาจเสริมเฉพาะวิตามิน D ที่ขาด ทางที่ดีคือประเมินอาหารและผลเลือดก่อนตัดสินใจ
D2 กับ D3 ต่างกันไหม ควรเลือกอันไหน?
โดยทั่วไป D3 (cholecalciferol) เพิ่มระดับ 25(OH)D ในเลือดได้มีประสิทธิภาพกว่า D2 โดยเฉลี่ย [13] จึงเป็นตัวเลือกที่นิยมสำหรับการเสริม อ่านฉลากดูชนิดและปริมาณ และกินพร้อมมื้อที่มีไขมันบ้างช่วยการดูดซึมได้
แหล่งอ้างอิง
- Owens DJ, Allison R, Close GL. “Vitamin D and the Athlete: Current Perspectives and New Challenges.” Sports Medicine, 2018;48(Suppl 1):3-16. PubMed →
- Chailurkit LO, Aekplakorn W, Ongphiphadhanakul B. “Regional variation and determinants of vitamin D status in sunshine-abundant Thailand.” BMC Public Health, 2011;11:853. PubMed →
- Farrokhyar F, Tabasinejad R, Dao D, et al. “Prevalence of vitamin D inadequacy in athletes: a systematic-review and meta-analysis.” Sports Medicine, 2015;45(3):365-378. PubMed →
- Ruohola JP, Laaksi I, Ylikomi T, et al. “Association between serum 25(OH)D concentrations and bone stress fractures in Finnish young men.” Journal of Bone and Mineral Research, 2006;21(9):1483-1488. PubMed →
- Lappe J, Cullen D, Haynatzki G, et al. “Calcium and vitamin D supplementation decreases incidence of stress fractures in female navy recruits.” Journal of Bone and Mineral Research, 2008;23(5):741-749. PubMed →
- Holick MF, Binkley NC, Bischoff-Ferrari HA, et al. “Evaluation, treatment, and prevention of vitamin D deficiency: an Endocrine Society clinical practice guideline.” Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism, 2011;96(7):1911-1930. PubMed →
- Martineau AR, Jolliffe DA, Hooper RL, et al. “Vitamin D supplementation to prevent acute respiratory tract infections: systematic review and meta-analysis of individual participant data.” BMJ, 2017;356:i6583. PubMed →
- Demay MB, Pittas AG, Bikle DD, et al. “Vitamin D for the Prevention of Disease: An Endocrine Society Clinical Practice Guideline.” Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism, 2024;109(8):1907-1947. PubMed →
- Office of Dietary Supplements, National Institutes of Health. “Vitamin D — Fact Sheet for Health Professionals.” (อัปเดตล่าสุด NIH ODS). NIH ODS →
- Jolliffe DA, Camargo CA, Sluyter JD, et al. “Vitamin D supplementation to prevent acute respiratory infections: a systematic review and meta-analysis of aggregate data from randomised controlled trials.” The Lancet Diabetes & Endocrinology, 2021;9(5):276-292. PubMed →
- Jolliffe DA, Camargo CA, Hooper RL, et al. “Vitamin D supplementation to prevent acute respiratory infections: systematic review and meta-analysis of stratified aggregate data.” The Lancet Diabetes & Endocrinology, 2025;13(5):407-421. PubMed →
- American Academy of Dermatology. “Position statement on vitamin D.” (AAD ไม่แนะนำให้จงใจรับรังสี UV เพื่อสร้างวิตามิน D). AAD →
- Tripkovic L, Lambert H, Hart K, et al. “Comparison of vitamin D2 and vitamin D3 supplementation in raising serum 25-hydroxyvitamin D status: a systematic review and meta-analysis.” American Journal of Clinical Nutrition, 2012;95(6):1357-1364. PubMed →
