สรุปสั้น

เมื่อเกิดตะคริว ให้หยุดวิ่งและยืดกล้ามเนื้อมัดนั้นค้างไว้จนอาการคลาย ส่วนการป้องกัน หลักฐานไม่สนับสนุนทั้งเกลือแร่ เม็ดเกลือ และการดื่มน้ำเพิ่ม สิ่งที่งานวิจัยชี้ตรงกันหลายชิ้นคือเพซการแข่งขันที่เร็ว โดยมีงานหนึ่งพบกลุ่มที่เป็นตะคริววิ่งครึ่งแรกเร็วกว่า และสัญญาณความเสียหายของกล้ามเนื้อที่สูงกว่า ประวัติการเป็นตะคริวในการแข่งขันที่ผ่านมาเป็นปัจจัยที่พบความสัมพันธ์ซ้ำในหลายการศึกษามากที่สุด

ถ้าคุณเป็นนักวิ่ง ให้ทำแบบนี้

ก่อนอ่านข้อถัดไป บทความนี้พูดถึงตะคริวที่เกิดขณะออกกำลังกายในผู้ที่มีสุขภาพดี ไม่ครอบคลุมตะคริวที่เกิดขณะพัก ตะคริวกลางคืน หรือตะคริวที่มีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ซึ่งควรพบแพทย์

  • เมื่อเกิดตะคริว หยุดวิ่งและยืดกล้ามเนื้อมัดนั้นค้างไว้จนอาการคลาย ไม่ต้องนับเวลา
  • วางแผนเพซช่วงต้นให้อยู่ในระดับที่ร่างกายเคยผ่านมาจริง นี่คือปัจจัยที่นักวิ่งปรับได้เองมากที่สุด
  • ถ้าเคยเป็นตะคริวในการแข่งขันมาก่อน ให้ถือว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยง และหลีกเลี่ยงการเปิดเร็วกว่าแผนเพซที่วางไว้ในช่วงต้นการแข่งขัน
  • อย่าลงแข่งเต็มที่ในขณะที่กล้ามเนื้อยังไม่ฟื้นจากการซ้อมหนักหรือจากการบาดเจ็บ
  • ไม่ต้องพึ่งเม็ดเกลือหรือเกลือแร่เพื่อกันตะคริว ดื่มน้ำและเกลือแร่ตามความจำเป็นเรื่องความร้อนและสมรรถภาพตามปกติ
  • หากมีปัสสาวะสีเข้มคล้ายน้ำโคล่า ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง หรืออ่อนแรงผิดปกติ ให้หยุดออกกำลังกายและขอการประเมินทางการแพทย์ทันที ไม่ควรรอดูอาการเอง

เกิดตะคริวกลางทาง ต้องทำอย่างไร

วิธีที่มีหลักฐานรองรับมากที่สุดคือหยุดวิ่ง แล้วยืดกล้ามเนื้อมัดที่เกร็งค้างไว้จนอาการคลาย การทบทวนหลักฐานเรื่องตะคริวขณะออกกำลังกายระบุการยืดแบบค้างอย่างนุ่มนวลไว้เป็นแนวทางการรักษาเมื่อเกิดอาการ[1]

สิ่งที่บทความนี้จะไม่ระบุคือจำนวนวินาทีที่ต้องยืดค้าง การทบทวนหลักฐานระบุเพียงให้ยืดจนกว่าอาการจะคลาย โดยไม่ได้กำหนดจำนวนวินาทีไว้

ยังไม่มีงานวิจัยที่เปรียบเทียบว่าการยืดรูปแบบใดหรือนานเท่าใดได้ผลที่สุด จึงไม่มีข้อมูลจากหลักฐานชุดนี้ที่จะระบุว่าควรยืดค้างเป็นจำนวนวินาทีตายตัว เช่น 30 วินาที บทความนี้จึงไม่กำหนดตัวเลขไว้[1]

เหตุผลที่การยืดได้ผลอยู่ที่ระดับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ งานที่วัดสัญญาณไฟฟ้าของกล้ามเนื้อในนักไตรกีฬาที่เพิ่งเป็นตะคริว พบว่ากล้ามเนื้อมัดนั้นยังทำงานสูงกว่ากล้ามเนื้อที่ไม่เป็นตะคริวอยู่หลายนาทีหลังอาการเกิดขึ้น[5] คำอธิบายที่ใช้กันคือการยืดไปกระตุ้นกลไกยับยั้งผ่านเอ็นกล้ามเนื้อ

กลไกนี้ทำให้การสั่งงานที่ค้างอยู่ลดลง แต่ยังเป็นกลไกที่สันนิษฐานไว้ ไม่ใช่ข้อที่พิสูจน์แล้ว[1][15]

น้ำดองแตงกวาช่วยได้ แต่ช่วยคนละเรื่องกับที่คนเข้าใจ

งานทดลองที่ทำให้เกิดตะคริวด้วยการกระตุ้นไฟฟ้าพบว่าการดื่มน้ำดองแตงกวาปริมาณราว 1 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทำให้ตะคริวคลายเร็วกว่าการดื่มน้ำเปล่าอย่างมีนัยสำคัญ[12]

อ่านผลนี้ให้ตรง

ผลที่พบคือทำให้ตะคริวที่เกิดขึ้นแล้วคลายเร็วขึ้น ไม่ใช่การป้องกันไม่ให้เกิด

กลไกไม่ใช่การเติมเกลือแร่กลับเข้าร่างกาย เพราะอาการคลายเร็วกว่าเวลาที่ร่างกายจะดูดซึมได้ และองค์ประกอบในเลือดแทบไม่เปลี่ยนเมื่อวัดที่ 5 นาทีหลังดื่ม[12] คำอธิบายที่ผู้วิจัยเสนอคือปฏิกิริยาสะท้อนกลับที่เริ่มจากช่องปากและลำคอ

ผลนี้มาจากตะคริวที่เหนี่ยวนำด้วยไฟฟ้าในอาสาสมัครชายที่ขาดน้ำ ยังไม่มีงานที่ทดสอบกับตะคริวที่เกิดเองระหว่างวิ่ง

ในทางปฏิบัติ นี่คือทางเลือกสำหรับสถานการณ์ที่เกิดตะคริวแล้วเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเตรียมไว้เพื่อกันตะคริว

เกลือแร่และเม็ดเกลือป้องกันตะคริวได้หรือไม่

นี่คือหัวข้อที่คำแนะนำทั่วไปกับหลักฐานห่างกันมากที่สุด งานภาคสนามที่เก็บข้อมูลจากนักวิ่งในสนามแข่งจริงหลายชิ้นไม่พบความแตกต่างของระดับเกลือแร่ในเลือดที่มีนัยสำคัญทางคลินิกระหว่างคนที่เป็นตะคริวกับคนที่ไม่เป็น

บางงานพบโซเดียมในกลุ่มที่เป็นตะคริวต่ำกว่าอยู่เล็กน้อย แต่ค่ายังอยู่ในช่วงปกติและไม่มากพอจะอธิบายอาการได้[4][5]

ข้อโต้แย้งที่มักตามมาคือกลุ่มที่เสียเกลือทางเหงื่อมากเป็นพิเศษน่าจะต่างออกไป งานที่แบ่งกลุ่มตามประวัติการเป็นตะคริวแล้วเปรียบเทียบองค์ประกอบของเหงื่อโดยตรงไม่พบความแตกต่างของโซเดียม โพแทสเซียม หรือคลอไรด์ในเหงื่อ อัตราการเสียเหงื่อ และปริมาณโซเดียมที่ได้รับจากอาหาร[13]

ข้อโต้แย้งถัดมาคือระยะที่ไกลกว่านั้นน่าจะต่างออกไป ในงานวิ่งอัลตรามาราธอนระยะ 161 กิโลเมตร การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมโซเดียมและปริมาณโซเดียมที่ได้รับระหว่างแข่งไม่ต่างกันระหว่างกลุ่มที่เป็นหรือเกือบเป็นตะคริวกับกลุ่มที่ไม่เป็น และระดับโซเดียมในเลือดหลังแข่งก็ไม่ต่างกัน[7]

สิ่งที่ข้อมูลชุดนี้บอกและไม่ได้บอก

บอกว่า การกินเม็ดเกลือหรือดื่มเกลือแร่เพื่อกันตะคริวไม่มีหลักฐานรองรับ

ไม่ได้บอกว่า ให้เลิกดื่มเกลือแร่ การดื่มน้ำและเกลือแร่ยังจำเป็นสำหรับการจัดการความร้อนและสมรรถภาพในบริบทของการวิ่งในอากาศร้อน เพียงแต่ไม่ควรคาดหวังว่าจะเป็นเครื่องมือกันตะคริว

การขาดน้ำเป็นสาเหตุหรือไม่

คำอธิบายที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือตะคริวเกิดจากการขาดน้ำ งานภาคสนามไม่สนับสนุนคำอธิบายนี้ ผู้ที่เป็นตะคริวกับผู้ที่ไม่เป็นมีน้ำหนักตัวที่ลดลงระหว่างแข่งและตัวชี้วัดภาวะน้ำในร่างกายไม่ต่างกัน[2][4][8]

ในห้องปฏิบัติการ งานที่ทำให้ผู้เข้าร่วมสูญเสียน้ำจนน้ำหนักตัวลดลงเฉลี่ยเกือบ 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าขาดน้ำในระดับมาก แล้ววัดว่ากล้ามเนื้อถูกกระตุ้นให้เป็นตะคริวได้ง่ายขึ้นหรือไม่ พบว่าเมื่อควบคุมความล้าและความหนักของการออกกำลังกายแล้ว ภาวะขาดน้ำไม่ได้ทำให้กล้ามเนื้อเป็นตะคริวง่ายขึ้น[6]

ข้อสรุปในทางปฏิบัติจึงตรงไปตรงมา ให้ดื่มน้ำด้วยเหตุผลเรื่องความร้อนและสมรรถภาพ ไม่ใช่ด้วยเหตุผลเรื่องตะคริว

ปัจจัยเสี่ยงที่ยืนยันได้

เมื่อสาเหตุที่คนเชื่อกันมากที่สุดสองข้อไม่ผ่านการตรวจสอบ คำถามต่อมาคือปัจจัยใดมีหลักฐานรองรับ คำตอบมาจากทั้งงานที่ติดตามนักวิ่งในสนามแข่งจริง และงานสำรวจผู้สมัครแข่งจำนวนมาก

การวิ่งเร็วกว่าระดับที่ซ้อมมา

งานในหัวข้อนี้ไม่ได้เปรียบเทียบเพซการแข่งขันกับเพซที่ใช้ในการซ้อมโดยตรง คำว่า “เร็วกว่าระดับที่ซ้อมมา” จึงเป็นการแปลผลเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่ตัวแปรที่งานวิจัยวัดไว้

ในกลุ่มนักไตรกีฬาระยะไอรอนแมน ความเร็วในการแข่งขันเป็นหนึ่งในสองปัจจัยเสี่ยงอิสระที่พบ[2]

ในงานอัลตรามาราธอนระยะ 56 กิโลเมตร ผู้ที่เป็นตะคริววิ่งครึ่งแรกเร็วกว่ากลุ่มที่ไม่เป็นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่มีสถิติล่าสุดใกล้เคียงกัน[3] และในมาราธอน ความเร็วสัมพัทธ์ของสองกลุ่มเริ่มแยกออกจากกันตั้งแต่ช่วงกิโลเมตรที่ 25 เป็นต้นไป[8]

ประวัติการเป็นตะคริวมาก่อน

นี่คือปัจจัยที่พบความสัมพันธ์ซ้ำในการศึกษาหลายชิ้นที่สุด ประวัติการเป็นตะคริวในการแข่งขันที่ผ่านมาเป็นปัจจัยที่พบความสัมพันธ์ซ้ำ ทั้งในกลุ่มไอรอนแมน[2] ในอัลตรามาราธอนระยะ 56 กิโลเมตร[3] และในอัลตรามาราธอนระยะ 161 กิโลเมตร[7]

กล้ามเนื้อที่ยังไม่ฟื้น

ในอัลตรามาราธอน กลุ่มที่เป็นหรือเกือบเป็นตะคริวมีระดับสารบ่งชี้ความเสียหายของกล้ามเนื้อสูงกว่า[7] ส่วนในมาราธอน กลุ่มที่เป็นตะคริวมีระดับสารบ่งชี้เหล่านี้สูงกว่า และยังสูงอยู่แม้ผ่านไปหนึ่งวันหลังแข่ง[8] สอดคล้องกับข้อมูลจากผู้สมัครแข่งจำนวนมากที่พบว่าประวัติการบาดเจ็บจากการวิ่งในรอบปีที่ผ่านมาพบร่วมกับประวัติการเป็นตะคริวบ่อยกว่า[9][11]

ข้อจำกัดที่ต้องระบุคือ ค่าที่วัดได้เป็นค่าหลังการแข่งขัน จึงบอกได้ว่าภาระต่อกล้ามเนื้อสัมพันธ์กับตะคริว แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าการฟื้นตัวไม่พอก่อนแข่งเป็นสาเหตุ

ปัจจัยอื่นที่ยืนยันได้จากกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่

ปัจจัยความสัมพันธ์
เพศชายพบตะคริวบ่อยกว่า
อายุมากกว่า 40 ปีพบตะคริวบ่อยกว่า
ระยะแข่งที่ไกลขึ้นพบตะคริวบ่อยกว่า
มีโรคประจำตัวเรื้อรังพบตะคริวบ่อยกว่า
บาดเจ็บจากการวิ่งในรอบ 12 เดือนพบตะคริวบ่อยกว่า
ดัชนีมวลกายยังไม่พบความสัมพันธ์

ข้อมูลในตารางมาจากผู้สมัครแข่งกว่าเจ็ดหมื่นราย[9] และจากผู้สมัครแข่งอัลตรามาราธอนอีกกว่าหนึ่งหมื่นราย[11] ส่วนดัชนีมวลกายไม่ได้ถูกระบุเป็นปัจจัยเสี่ยงในงานที่ตรวจสอบไว้ แต่งานนั้นมีผู้เข้าร่วมเพียง 49 คน จึงบอกได้เพียงว่ายังไม่พบความสัมพันธ์ ไม่ใช่ยืนยันว่าไม่มี[3]

ข้อมูลชุดนี้มาจากแบบสอบถามก่อนการแข่งขันที่ถามถึงประวัติการเคยเป็นตะคริว ไม่ใช่การติดตามว่าใครเป็นตะคริวในวันแข่ง จึงบอกได้ว่าปัจจัยเหล่านี้พบร่วมกับประวัติการเป็นตะคริว แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นสาเหตุ

สิ่งที่ควรคาดหวัง

ช่วงหนึ่งในสี่สุดท้ายของการแข่งขันเป็นช่วงที่เกิดตะคริวบ่อยที่สุด แม้จะยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผู้ที่เป็นทั้งหมด ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือน่อง และส่วนใหญ่มีความรุนแรงระดับน้อยถึงปานกลาง[10] ความชุกตลอดชีวิตในกลุ่มผู้สมัครแข่งระยะ 56 กิโลเมตรสูงกว่ากลุ่มระยะ 21.1 กิโลเมตรอย่างชัดเจน[10]

สิ่งที่ลดโอกาสเกิดได้จริง

เมื่อพิจารณาปัจจัยเสี่ยงทั้งหมด มีเพียงไม่กี่ปัจจัยที่นักวิ่งสามารถปรับได้โดยตรง

แนวทางที่มีหลักฐานรองรับ
  • คุมเพซช่วงต้นให้อยู่ในระดับที่ซ้อมมาจริง งานที่แยกเวลาเป็นช่วงพบว่ากลุ่มที่เป็นตะคริววิ่งครึ่งแรกเร็วกว่า ทั้งที่มีสถิติล่าสุดใกล้เคียงกัน[3] ข้อนี้คือสิ่งที่นักวิ่งลงมือเปลี่ยนได้ทันทีที่สุดในบทความทั้งบท
  • ถ้าเคยเป็นตะคริวในการแข่งขันมาก่อน ให้หลีกเลี่ยงการเปิดเร็วกว่าแผนเพซที่วางไว้ในช่วงต้นการแข่งขัน เพราะประวัติเดิมคือปัจจัยที่พบซ้ำในหลายการศึกษา[2][3][7]
  • อย่าลงแข่งเต็มที่ด้วยกล้ามเนื้อที่ยังไม่ฟื้น ทั้งจากการซ้อมหนักและจากอาการบาดเจ็บที่ยังไม่หายดี[7][8][9] ข้อนี้เป็นคำแนะนำที่สมเหตุสมผลด้านความปลอดภัยอยู่แล้ว แม้ข้อมูลจะยังไม่ยืนยันว่าช่วยป้องกันตะคริวได้โดยตรง
  • อย่าใช้วันแข่งเป็นครั้งแรกที่ทดลองเพซซึ่งเร็วกว่าระดับที่เคยรับมือได้ ให้เพซเป้าหมายในวันแข่งเป็นเพซที่ร่างกายเคยผ่านมาแล้วในการซ้อม
ข้อจำกัดที่ต้องบอกตรง ๆ

หลักฐานส่วนใหญ่ในหัวข้อนี้เป็นงานสังเกตการณ์ คือการเปรียบเทียบว่าคนที่เป็นตะคริวกับคนที่ไม่เป็นต่างกันตรงไหน ไม่ใช่งานทดลองที่ให้นักวิ่งปรับปัจจัยเหล่านี้แล้ววัดว่าตะคริวลดลงจริงหรือไม่ ที่ผ่านมายังไม่มีงานทดลองแบบนั้น

สิ่งที่เขียนไว้ข้างต้นจึงเป็นข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่ตั้งอยู่บนปัจจัยเสี่ยงที่พบซ้ำ ไม่ใช่วิธีป้องกันที่พิสูจน์ผลแล้ว

การทบทวนหลักฐานสรุปว่าตะคริวขณะออกกำลังกายไม่ได้มาจากสาเหตุเดียว แต่มาจากปัจจัยเฉพาะบุคคลหลายอย่างประกอบกัน การป้องกันจึงต้องปรับตามปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน มากกว่าจะใช้คำแนะนำชุดเดียวกับทุกคน[1]

ดังนั้นหากคุมเพซแล้วยังเป็นตะคริว ไม่ได้แปลว่าทำผิด เพราะตะคริวอาจมีปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน และปัจจัยที่ทราบในปัจจุบันยังอธิบายแต่ละคนได้ไม่ทั้งหมด หากเกิดซ้ำบ่อยควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเป็นรายบุคคล

สิ่งที่ไม่ควรใช้

แมกนีเซียม

การทบทวนอย่างเป็นระบบของ Cochrane ระบุไว้ชัดว่าไม่มีงานทดลองแบบสุ่มที่ศึกษาแมกนีเซียมสำหรับตะคริวที่เกิดขณะออกกำลังกายเลย

ส่วนในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีตะคริว แมกนีเซียมไม่น่าจะให้ประโยชน์ทางคลินิก ส่วนผลข้างเคียงเล็กน้อยซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาการทางเดินอาหาร พบในกลุ่มที่ได้แมกนีเซียมมากกว่ากลุ่มควบคุม แต่ความแตกต่างยังไม่ถึงระดับที่สรุปได้[14]

ควินิน

องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริการะบุว่าควินินไม่ถือว่าปลอดภัยและได้ผลสำหรับการรักษาหรือป้องกันตะคริวที่ขา โดยมีรายงานผลข้างเคียงร้ายแรงรวมถึงภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ปฏิกิริยาภูมิไวเกิน และความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อีกทั้งมีรายงานการเสียชีวิตและภาวะไตวายที่ต้องฟอกไต[20]

ข้อควรระวัง

ควินินเป็นส่วนประกอบของเครื่องดื่มโทนิกบางชนิด และมีคำแนะนำแบบปากต่อปากให้ดื่มเพื่อแก้ตะคริว คำเตือนขององค์การอาหารและยาข้างต้นกล่าวถึงควินินในฐานะยา ไม่ได้ประเมินน้ำโทนิกโดยตรง แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าน้ำโทนิกช่วยแก้ตะคริว จึงไม่ควรใช้แทนการหยุดและยืดกล้ามเนื้อ

เมื่อไรที่ไม่ใช่ตะคริวธรรมดา

ตะคริวขณะวิ่งส่วนใหญ่ไม่อันตรายและคลายได้เอง แต่มีอาการบางอย่างที่ไม่ควรมองว่าเป็นตะคริวธรรมดา

หยุดทันทีในทุกกรณีต่อไปนี้

หากตะคริวเกิดร่วมกับเวียนศีรษะ ล้มลงหรือหมดสติ สับสนหรือระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนไป หรือคลื่นไส้อาเจียนผิดปกติ ให้หยุดออกกำลังกายและขอการประเมินทางการแพทย์ทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้เข้าได้กับภาวะใดภาวะหนึ่งในตารางด้านล่าง[1]

อาการที่พบร่วมควรนึกถึงสิ่งที่ต้องทำ
ปัสสาวะสีเข้มคล้ายน้ำโคล่า หรือปวดกล้ามเนื้อรุนแรงเกินกว่าปกติหลังการออกกำลังกายหนักภาวะกล้ามเนื้อสลายจากการออกกำลังกายหยุดออกกำลังกายและรับการประเมินทางการแพทย์ทันที ไม่ควรรอดูอาการเอง ในการทบทวนผู้ป่วยนักกีฬา การวิ่งเป็นกิจกรรมที่รายงานร่วมกับภาวะนี้บ่อยที่สุด[17]
ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน สับสน ตัวบวม โดยเฉพาะหลังดื่มน้ำมากระหว่างการแข่งขันระยะยาวภาวะโซเดียมในเลือดต่ำจากการออกกำลังกายเป็นภาวะฉุกเฉิน ต้องขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที และอย่าฝืนดื่มน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มเกลือแร่เพิ่มระหว่างรอการประเมิน เพราะหากเป็นภาวะโซเดียมในเลือดต่ำจากการเจือจาง การดื่มเพิ่มจะทำให้อาการแย่ลง[16]
ล้มลงหรือหมดแรงเฉียบพลันในผู้ที่ทราบว่าตนเองเป็นพาหะซิกเคิลเซลล์ (sickle cell trait) ซึ่งเป็นความผิดปกติของฮีโมโกลบินคนละชนิดกับธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินอีภาวะแทรกซ้อนที่สัมพันธ์กับพาหะซิกเคิลเซลล์หยุดทันทีและขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ ภาวะนี้สัมพันธ์กับกล้ามเนื้อสลายและการเสียชีวิตเฉียบพลันจากการออกกำลังกาย[18][21]
ตะคริวหรือปวดกล้ามเนื้อที่เพิ่งเกิดขึ้นหรือแย่ลงในผู้ที่ใช้ยาลดไขมันกลุ่มสแตตินอาการทางกล้ามเนื้อที่สัมพันธ์กับยาปรึกษาแพทย์ผู้สั่งยา ห้ามหยุดยาเอง[19]
ตะคริวขณะพักหรือกลางดึกที่ไม่เกี่ยวกับการวิ่ง ตะคริวที่เกิดซ้ำในข้างเดียวเสมอ หรือมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วยสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่ตะคริวจากการออกกำลังกายพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ อยู่นอกขอบเขตของบทความนี้

สรุปสิ่งที่ต้องจำ

  • เมื่อเกิดตะคริว ให้หยุดและยืดกล้ามเนื้อมัดนั้นค้างไว้จนอาการคลาย ไม่มีงานวิจัยที่กำหนดจำนวนวินาที จึงไม่ต้องนับเวลา[1]
  • เกลือแร่และเม็ดเกลือไม่มีหลักฐานว่าป้องกันตะคริวได้ ทั้งจากงานที่เปรียบเทียบองค์ประกอบของเหงื่อตามประวัติตะคริว และจากงานอัลตรามาราธอน[7][13]
  • หลักฐานชุดนี้ไม่สนับสนุนว่าการขาดน้ำเป็นสาเหตุหลักของตะคริว ทั้งจากงานภาคสนามและจากงานในห้องปฏิบัติการ[4][6][8]
  • เพซการแข่งขันที่เร็วเป็นปัจจัยที่พบความสัมพันธ์กับตะคริว และมีงานหนึ่งพบว่ากลุ่มที่เป็นตะคริววิ่งครึ่งแรกเร็วกว่า เป็นปัจจัยที่นักวิ่งปรับได้เอง[2][3][8]
  • ประวัติการเป็นตะคริวมาก่อนคือปัจจัยที่พบซ้ำในหลายการศึกษามากที่สุด ผู้ที่เคยเป็นควรหลีกเลี่ยงการเปิดเร็วกว่าแผนเพซที่วางไว้[2][3][7]
  • อย่าลงแข่งเต็มที่ด้วยกล้ามเนื้อที่ยังไม่ฟื้น สารบ่งชี้ความเสียหายของกล้ามเนื้อสูงกว่าในกลุ่มที่มีอาการตะคริวหรือเกือบเป็นตะคริวในอัลตรามาราธอน และในกลุ่มที่เป็นตะคริวในมาราธอน[7][8]
  • น้ำดองแตงกวาทำให้ตะคริวที่เหนี่ยวนำด้วยไฟฟ้าคลายเร็วขึ้นในงานทดลองหนึ่ง และกลไกไม่ใช่การเติมเกลือแร่ แต่ยังไม่มีงานที่ทดสอบกับตะคริวที่เกิดเองระหว่างวิ่ง[12]
  • ไม่ควรพึ่งแมกนีเซียมเพื่อป้องกันตะคริวจากการออกกำลังกาย เพราะยังไม่มีงานทดลองแบบสุ่มในบริบทนี้ ส่วนควินินไม่ควรใช้ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยที่ชัดเจน[14][20]

คำถามที่พบบ่อย

กินกล้วยกันตะคริวได้หรือไม่

งานที่อ้างในบทความนี้ไม่ได้ทดสอบการกินกล้วยโดยตรง สิ่งที่พบคือระดับโพแทสเซียมในเลือดไม่ต่างกันระหว่างผู้ที่เป็นและไม่เป็นตะคริว[4][5]

ผลนี้ไม่สนับสนุนสมมติฐานที่ว่าตะคริวเกิดจากการขาดโพแทสเซียม จึงยังไม่มีหลักฐานจากข้อมูลชุดนี้ว่ากล้วยป้องกันตะคริวได้ กล้วยเป็นอาหารที่ดีสำหรับนักวิ่งด้วยเหตุผลอื่น แต่ไม่ใช่เครื่องมือกันตะคริว

ยืดกล้ามเนื้อก่อนหรือหลังวิ่งช่วยกันตะคริวได้หรือไม่

แหล่งอ้างอิงในบทความนี้ไม่มีงานที่แสดงว่าการยืดเป็นกิจวัตรลดการเกิดตะคริวได้ การยืดที่มีหลักฐานรองรับคือการยืดขณะที่กำลังเกิดอาการ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการยืดเพื่อป้องกัน[1][15]

เป็นตะคริวระหว่างแข่ง ควรถอนตัวหรือวิ่งต่อ

ตะคริวขณะวิ่งส่วนใหญ่มีความรุนแรงระดับน้อยถึงปานกลาง[10] หากอาการคลายสนิท ไม่มีอาการเตือนใด ๆ ทั้งในกล่องเตือนและในตารางของหัวข้อก่อนหน้า และกลับมาเดินหรือวิ่งเบาได้ตามปกติ การวิ่งต่อในเพซที่ช้าลงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล

แต่ควรหยุดทันทีหากตะคริวกลับมา มีอาการปวดมาก อ่อนแรง หรือเคลื่อนไหวผิดรูปแบบ หากไม่แน่ใจ ให้ถอนตัวและขอการประเมินจากทีมแพทย์ประจำสนาม ทั้งนี้ยังไม่มีงานวิจัยที่ทดสอบว่าการวิ่งต่อหลังเกิดตะคริวปลอดภัยหรือไม่

ทำไมตะคริวมักเกิดที่น่อง

ข้อมูลจากผู้เข้าแข่งขันระบุว่าน่องเป็นตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุด และอาการมักเกิดในช่วงท้ายของการแข่งขัน[10] แหล่งอ้างอิงในบทความนี้ไม่ได้อธิบายว่าเหตุใดจึงเป็นตำแหน่งนี้มากกว่าตำแหน่งอื่น จึงไม่มีคำอธิบายที่ยืนยันได้ให้ระบุ

ซ้อมกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้นช่วยลดตะคริวได้หรือไม่

ยังไม่มีงานทดลองที่ตอบคำถามนี้โดยตรงในแหล่งอ้างอิงชุดนี้ สิ่งที่พบคือประวัติการบาดเจ็บจากการวิ่งในรอบปีที่ผ่านมาพบร่วมกับประวัติการเป็นตะคริวบ่อยกว่า[9][11] ซึ่งสนับสนุนการดูแลไม่ให้มีอาการบาดเจ็บสะสมในเชิงทั่วไป แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าการป้องกันการบาดเจ็บจะลดตะคริวได้ และไม่ได้สนับสนุนโปรแกรมยกน้ำหนักเฉพาะเพื่อกันตะคริว