สรุปสั้น

ปริมาณที่มีหลักฐานรองรับ หรือที่เรียกกันว่าโดส (dose) คือ 3 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม รับประทานก่อนปล่อยตัวประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อเกิน 6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมไม่พบประโยชน์เพิ่มเติม ส่วนผลข้างเคียงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามปริมาณ การงดกาแฟก่อนแข่งไม่มีความจำเป็น และไม่ควรใช้คาเฟอีนก่อนการซ้อมช่วงเย็นหากต้องการนอนหลับได้ตามปกติในคืนนั้น

ถ้าคุณเป็นนักวิ่ง ให้ทำแบบนี้

ก่อนอ่านข้อถัดไป บทความนี้เขียนสำหรับนักวิ่งผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี ผู้ที่มีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ภาวะวิตกกังวล ผู้ที่ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

  • คูณน้ำหนักตัวด้วย 3 ผลลัพธ์คือปริมาณเป็นมิลลิกรัมที่ควรได้รับ
  • เลือกรูปแบบที่ระบุปริมาณบนฉลาก เช่น เม็ดหรือเจล แทนกาแฟจากร้าน ซึ่งควบคุมปริมาณไม่ได้
  • รับประทานก่อนปล่อยตัว 60 นาที หากใช้หมากฝรั่งคาเฟอีนสามารถขยับให้ใกล้เวลาปล่อยตัวมากขึ้นได้
  • ไม่จำเป็นต้องงดกาแฟก่อนแข่ง การวิเคราะห์รวมไม่พบว่าปริมาณที่ดื่มเป็นประจำมีอิทธิพลต่อผลโดยรวม
  • นับถอยหลังจากเวลาเข้านอน หากเหลือไม่ถึงประมาณ 9 ชั่วโมง ไม่ควรรับประทาน
  • ทดลองใช้ทั้งปริมาณและรูปแบบเดียวกับที่จะใช้จริงในวันซ้อมก่อนเสมอ TheSubList แนะนำอย่างน้อย 2 ครั้ง

ปริมาณที่เหมาะสม

ความเข้าใจที่พบบ่อยคือยิ่งได้รับคาเฟอีนมากยิ่งได้ผลมาก ในความเป็นจริงคาเฟอีนมีเพดานของประโยชน์ และเพดานนั้นอยู่ต่ำกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจ

ปริมาณที่มีหลักฐานรองรับคือ 3 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งเป็นขอบล่างของกรอบที่วงการโภชนาการกีฬาแนะนำ และเป็นระดับที่การทบทวนงานวิจัยแบบเปรียบเทียบหลายวิธีจัดว่าให้ผลดีที่สุดสำหรับการวิ่งจับเวลา[1][3]

น้ำหนักตัวปริมาณที่ 3 มก./กก.หมายเหตุ
50 กก.150 มก.อยู่ใต้เกณฑ์ 200 มก. ต่อครั้ง
55 กก.165 มก.อยู่ใต้เกณฑ์ 200 มก. ต่อครั้ง
60 กก.180 มก.อยู่ใต้เกณฑ์ 200 มก. ต่อครั้ง
70 กก.210 มก.สูงกว่าเกณฑ์ 200 มก. ต่อครั้ง
80 กก.240 มก.สูงกว่าเกณฑ์ 200 มก. ต่อครั้ง

เพดานอยู่ที่ 6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และไม่มีเหตุผลที่ต้องใช้ถึงระดับนั้น การรวมผลงานวิจัยกว่า 60 ชิ้นพบว่าประโยชน์เกิดขึ้นทั้งในช่วงต่ำกว่า 3 และช่วง 3–6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แต่ไม่พบประโยชน์เพิ่มเติมเมื่อเกิน 6[4] ส่วนปริมาณสูงระดับ 9 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จุดยืนของสมาคมโภชนาการกีฬาระบุไว้ชัดเจนว่าเพิ่มอุบัติการณ์ของผลข้างเคียงโดยไม่จำเป็นต่อการได้รับประโยชน์[1]

เกณฑ์ความปลอดภัย ซึ่งเป็นคนละเกณฑ์กับประสิทธิภาพ

หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารแห่งสหภาพยุโรประบุว่าคาเฟอีนปริมาณไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อครั้งไม่ก่อให้เกิดข้อกังวลด้านความปลอดภัยในผู้ใหญ่ทั่วไป แม้รับประทานก่อนออกกำลังกายหนักไม่ถึง 2 ชั่วโมง และปริมาณรวมทั้งวันไม่เกิน 400 มิลลิกรัม[2] ซึ่งสอดคล้องกับคำเตือนบนฉลากเครื่องดื่มผสมกาเฟอีนในประเทศไทยที่กำหนดเพดานไว้ที่ 400 มิลลิกรัมต่อวันเช่นกัน[13]

ผู้ที่มีน้ำหนัก 60 กิโลกรัมจะได้รับ 180 มิลลิกรัมที่ปริมาณ 3 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งยังต่ำกว่า 200 มิลลิกรัม จุดที่ปริมาณ 3 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมเท่ากับ 200 มิลลิกรัมพอดีอยู่ที่น้ำหนักประมาณ 67 กิโลกรัม สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักมากกว่านั้น ปริมาณตามน้ำหนักตัวจะสูงกว่าเส้น 200 และส่วนต่างจะเพิ่มขึ้นตามน้ำหนัก เช่น ที่ 80 กิโลกรัมจะได้ 240 มิลลิกรัม ปริมาณระดับนี้ยังอยู่ในช่วงที่งานวิจัยใช้ แต่อยู่เหนือเกณฑ์ที่หน่วยงานความปลอดภัยระบุว่าไม่มีข้อกังวล จึงควรเริ่มจากปริมาณที่ต่ำกว่าในระหว่างการทดลองใช้ และนับรวมคาเฟอีนจากทุกแหล่งในวันนั้นด้วย

เวลาที่ควรรับประทาน

คำตอบมาตรฐานคือ 60 นาทีก่อนปล่อยตัว สำหรับรูปแบบเม็ดหรือแคปซูล ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ใช้มากที่สุดในงานวิจัย จึงเหมาะเป็นค่าตั้งต้น[1]

อย่างไรก็ตาม เวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับรูปแบบที่ใช้ หมากฝรั่งคาเฟอีนเข้าสู่กระแสเลือดเร็วกว่าแคปซูลประมาณ 15–40 นาที เนื่องจากดูดซึมผ่านเยื่อบุช่องปากโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านกระเพาะอาหาร[9] ผู้ที่ใช้หมากฝรั่งจึงสามารถขยับเวลาเคี้ยวให้ใกล้เวลาปล่อยตัวได้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่ 1 ชั่วโมงก่อน

ในกรณีที่ไม่ได้รับประทานก่อนปล่อยตัว การรับประทานระหว่างการแข่งขันยังให้ผล งานทดลองที่ให้คาเฟอีนผสมในเครื่องดื่มระหว่างการออกกำลังกายที่ใช้เวลา 2 ชั่วโมง โดยให้เมื่อผ่านไป 80 นาที พบว่ากลุ่มที่ได้รับคาเฟอีนทำเวลาช่วงท้ายได้เร็วกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอก (placebo) อย่างมีนัยสำคัญ[10] ข้อจำกัดที่ต้องระบุคือผู้ร่วมทดลองเป็นนักปั่นที่ผ่านการฝึก ไม่ใช่นักวิ่ง งานนี้จึงไม่ได้ยืนยันผลโดยตรงสำหรับงานมาราธอนหรืองานเทรล ผลนี้จึงเป็นข้อมูลที่นำมาพิจารณาได้ แต่ยังไม่ใช่คำแนะนำที่พิสูจน์แล้วสำหรับนักวิ่ง

ข้อที่ยังไม่มีหลักฐานเปรียบเทียบโดยตรง

มีคำแนะนำที่พบได้ทั่วไปให้แบ่งปริมาณออกเป็นสองส่วน คือรับประทานครึ่งหนึ่งก่อนปล่อยตัวและเก็บอีกครึ่งไว้ระหว่างทาง แนวคิดนี้ฟังดูสมเหตุสมผล แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่เปรียบเทียบวิธีแบ่งปริมาณกับวิธีรับประทานครั้งเดียวก่อนปล่อยตัวโดยตรง หลักฐานที่มียืนยันเพียงว่าคาเฟอีนที่ให้ในช่วงท้ายของการออกกำลังกายมีผลในนักปั่น ไม่ได้ยืนยันว่าการแบ่งปริมาณดีกว่า ผู้ที่ใช้วิธีรับประทานครั้งเดียวแล้วได้ผลอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน

ควรได้รับจากแหล่งใด

กาแฟให้คาเฟอีนได้จริง แต่ไม่เหมาะกับการควบคุมปริมาณ ความแปรปรวนของปริมาณคาเฟอีนในกาแฟจากร้านทำให้ผู้ดื่มประเมินไม่ได้ว่าตนเองได้รับคาเฟอีนเท่าใด และร่างกายตอบสนองต่อปริมาณนั้นอย่างไร

งานที่วิเคราะห์เอสเปรสโซจากร้านค้า 20 แห่งด้วยเครื่องมือในห้องปฏิบัติการพบว่าปริมาณคาเฟอีนที่ผู้บริโภคได้รับต่อหนึ่งเสิร์ฟกระจายตั้งแต่ 51 ถึง 322 มิลลิกรัม[11] หรือแตกต่างกันได้ถึง 6 เท่า จากเครื่องดื่มที่เรียกชื่อเหมือนกันภายในเมืองเดียวกัน โดยขนาดเสิร์ฟของแต่ละร้านก็ไม่เท่ากันด้วย

ในทางปฏิบัติ ผู้ที่ตั้งใจได้รับ 180 มิลลิกรัมจากเอสเปรสโซจึงไม่มีทางทราบว่าได้รับจริงเท่าใด เพราะเพียงหนึ่งเสิร์ฟก็อาจมีปริมาณคาเฟอีนตั้งแต่ต่ำกว่าเป้าหมายไปจนถึงสูงกว่าเป้าหมาย

ปริมาณคาเฟอีนโดยประมาณของแต่ละผลิตภัณฑ์

เครื่องดื่มหรือผลิตภัณฑ์คาเฟอีนโดยประมาณใช้ควบคุมปริมาณได้หรือไม่
เม็ดคาเฟอีนตามที่ระบุบนฉลากได้ และแม่นยำที่สุด
เจลพลังงานสูตรผสมคาเฟอีนตามที่ระบุบนฉลากได้ หากอ่านฉลากประกอบ
กาแฟดริป 1 แก้ว ประมาณ 240 มล.ประมาณ 96 มก.ได้โดยประมาณ หากชงด้วยสูตรเดิมทุกครั้ง
กาแฟสำเร็จรูป 1 แก้วประมาณ 62 มก.ได้โดยประมาณ
เอสเปรสโซ 1 ช็อตค่ากลางประมาณ 63 มก. แต่ของจริงจากร้านต่างกันได้มากไม่ได้
ชาดำ 1 แก้วประมาณ 48 มก.ปริมาณน้อยเกินกว่าจะใช้เป็นแหล่งหลัก
น้ำอัดลมโคล่า 1 กระป๋องประมาณ 33 มก.ปริมาณน้อยเกินกว่าจะใช้เป็นแหล่งหลัก

ตัวเลขในตารางเป็นค่าอ้างอิงของผลิตภัณฑ์มาตรฐานในต่างประเทศ[12] กาแฟในบริบทไทย เช่น กาแฟโบราณ กาแฟถุง หรือกาแฟจากร้านริมทาง ยังไม่มีตัวเลขที่เชื่อถือได้ เนื่องจากสูตรและปริมาณผงกาแฟแตกต่างกันในแต่ละร้าน จึงควรถือเป็นเครื่องดื่มเพื่อการบริโภคตามปกติ ไม่ใช่เครื่องมือกำหนดปริมาณ

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติ
  • วันแข่งขันหรือวันซ้อมคุณภาพที่ต้องการผลแน่นอน ให้ใช้รูปแบบเม็ดหรือเจลที่ระบุปริมาณบนฉลาก
  • วันซ้อมทั่วไปใช้กาแฟได้ แต่ไม่ควรคาดหวังว่าจะได้รับปริมาณเท่ากันทุกครั้ง
  • หากใช้กาแฟที่ชงเอง ให้ใช้สูตรและปริมาณผงเดิมทุกครั้ง เพื่อให้เทียบเคียงกันได้
  • เครื่องดื่มชูกำลังไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสำหรับการกำหนดปริมาณก่อนแข่ง เพราะทั้งปริมาณคาเฟอีนและน้ำตาลแตกต่างกันไปตามผลิตภัณฑ์ หากจำเป็นต้องใช้ให้ตรวจฉลากของผลิตภัณฑ์นั้น

ผู้ที่ดื่มกาแฟประจำยังได้รับผลหรือไม่

คำแนะนำที่พบได้ทั่วไปคือให้งดคาเฟอีนล่วงหน้าก่อนแข่งเพื่อให้ร่างกายตอบสนองดีขึ้น คำถามคือแนวทางนี้มีหลักฐานรองรับหรือไม่

การวิเคราะห์รวมไม่พบว่าการดื่มกาแฟเป็นประจำทำให้ผลลดลง จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องงด การรวมผลงานวิจัยกว่า 60 ชิ้นที่ตั้งคำถามนี้โดยตรงพบว่าคาเฟอีนให้ผลดีต่อสมรรถภาพโดยรวม โดยปริมาณกาแฟที่บุคคลนั้นดื่มเป็นประจำไม่ทำให้ผลแตกต่างกัน และผลดังกล่าวเกิดขึ้นเช่นเดียวกันไม่ว่าจะหยุดคาเฟอีนมาก่อนน้อยกว่า 1 วัน 1–2 วัน หรือมากกว่า 2 วัน[4]

ในทางปฏิบัติ ผู้ที่ดื่มกาแฟตอนเช้าเป็นประจำสามารถดื่มต่อไปตามปกติ แล้วใช้ปริมาณตามน้ำหนักตัวก่อนปล่อยตัวในวันแข่ง โดยนับคาเฟอีนที่ได้รับจากทุกแหล่งในวันนั้นรวมเข้าไปด้วย ไม่ใช่นับเฉพาะส่วนที่เพิ่มก่อนแข่ง การวิเคราะห์รวมจึงไม่พบเหตุผลที่ต้องงดคาเฟอีนเพื่อรักษาผลต่อสมรรถภาพ[4]

คาเฟอีนกับการนอน ประเด็นที่นักวิ่งไทยมองข้ามบ่อยที่สุด

ประเด็นนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับนักวิ่งไทย และเป็นประเด็นที่คำแนะนำจากต่างประเทศมักไม่ครอบคลุม เนื่องจากรูปแบบการซ้อมแตกต่างกัน

นักวิ่งไทยจำนวนมากซ้อมหลังเลิกงาน ออกวิ่งเวลาประมาณ 19:00 น. กลับถึงบ้าน 21:00 น. และเข้านอน 23:00 น. โดยดื่มกาแฟหนึ่งแก้วก่อนออกวิ่งเพื่อให้ตื่นตัว เมื่อถึงเวลานอนกลับนอนไม่หลับ และมักเข้าใจว่าเป็นผลจากการวิ่งในเวลาค่ำ

ปัจจัยที่มักถูกมองข้ามคือคาเฟอีน ไม่ใช่การวิ่งเพียงอย่างเดียว การทบทวนงานวิจัยเรื่องคาเฟอีนกับการนอนพบว่าคาเฟอีนทำให้เวลานอนรวมสั้นลง ประสิทธิภาพการนอนลดลง ใช้เวลานานขึ้นกว่าจะหลับ ตื่นกลางดึกบ่อยขึ้น และทำให้สัดส่วนของการนอนหลับลึกลดลง[5]

งานวิจัยเดียวกันให้เกณฑ์เวลาที่นำไปใช้ได้ทันที โดยคำนวณจากผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง คือกาแฟที่มีคาเฟอีนประมาณ 107 มิลลิกรัม และพรีเวิร์กเอาต์ที่มีประมาณ 217 มิลลิกรัม ตัวเลขจึงเป็นค่าประมาณสำหรับใช้ตั้งต้น ไม่ใช่เส้นตายตัวที่ใช้ได้กับกาแฟทุกแก้ว

สิ่งที่รับประทานควรรับประทานก่อนเข้านอนอย่างน้อยกรณีเข้านอนเวลา 23:00 น.
กาแฟ 1 แก้วประมาณ 9 ชั่วโมงแก้วสุดท้ายไม่เกิน 14:00 น.
พรีเวิร์กเอาต์ (pre-workout) หรือปริมาณเต็มสำหรับวันแข่งประมาณ 13 ชั่วโมงไม่เกิน 10:00 น.

เกณฑ์นี้ทำให้ข้อสรุปสำหรับการซ้อมช่วงเย็นชัดเจน ผู้ที่ซ้อมเวลา 18:00 น. และเข้านอนเวลา 23:00 น. มีระยะห่างจากเวลานอนเพียง 5 ชั่วโมง ต่ำกว่าเกณฑ์เกือบครึ่งหนึ่ง

แนวทางจัดคาเฟอีนสำหรับผู้ที่ซ้อมหลังเลิกงาน
  • สงวนคาเฟอีนไว้สำหรับการซ้อมช่วงเช้าและการแข่งขัน ซึ่งงานวิ่งในประเทศไทยเกือบทั้งหมดปล่อยตัวช่วงเช้ามืดอยู่แล้ว
  • การซ้อมช่วงเย็นควรทำโดยไม่ใช้คาเฟอีน หากง่วงจนกระทบการซ้อมเป็นประจำ ควรพิจารณาคุณภาพและระยะเวลาการนอนด้วย
  • หากจำเป็นต้องใช้ในการซ้อมช่วงเย็น ให้ใช้ปริมาณต่ำที่สุดเท่าที่เพียงพอ โดยคาเฟอีนอาจรบกวนคุณภาพการนอนในคืนนั้น จึงไม่ควรทำในสัปดาห์ก่อนแข่ง
  • นับถอยหลังจากเวลาที่ตั้งใจจะเข้านอน ไม่ใช่เวลาที่เลิกวิ่ง

การนอนมีความสำคัญต่อการฟื้นตัว การใช้คาเฟอีนเพื่อช่วยการซ้อมจึงควรคำนึงถึงผลที่อาจเกิดกับการนอนในคืนนั้นด้วย โดยเฉพาะเมื่อเป็นการซ้อมที่ทำซ้ำหลายครั้งต่อสัปดาห์

อากาศร้อนและความกังวลเรื่องการขาดน้ำ

ความเชื่อที่ยังพบได้ทั่วไปคือคาเฟอีนออกฤทธิ์ขับปัสสาวะ ทำให้ร่างกายขาดน้ำ และไม่ควรดื่มก่อนวิ่งกลางแดด

ความเชื่อนี้ไม่สอดคล้องกับหลักฐานปัจจุบัน การรวมผลงานวิจัยเรื่องคาเฟอีนกับการขับปัสสาวะพบว่าคาเฟอีนเพิ่มปริมาณปัสสาวะเพียงเล็กน้อยในขณะพัก และผลดังกล่าวหายไปในระหว่างการออกกำลังกาย ผู้เขียนสรุปไว้ชัดเจนว่าความกังวลเรื่องการสูญเสียน้ำจากคาเฟอีนไม่มีเหตุผลรองรับ โดยเฉพาะเมื่อรับประทานก่อนออกกำลังกาย[7]

ในส่วนของความร้อนโดยตรง การรวมผลงานวิจัยที่ให้ออกกำลังกายที่อุณหภูมิประมาณ 34 องศาเซลเซียสพบว่าคาเฟอีนทำให้อุณหภูมิแกนกลางร่างกายเพิ่มขึ้นในระดับที่ผู้เขียนระบุว่าน้อยมาก และสรุปว่าไม่น่าจะส่งผลเสียต่อการออกกำลังกายแบบความทนทานในสภาพอากาศร้อน[8]

ขอบเขตของหลักฐานชุดนี้

ข้อมูลชุดนี้ไม่พบสัญญาณว่าจะก่อผลเสีย ซึ่งไม่เท่ากับการยืนยันสรรพคุณ ในสภาพที่งานวิจัยศึกษา คือประมาณ 34 องศาเซลเซียส การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิแกนกลางอยู่ในระดับที่ผู้เขียนประเมินว่าไม่น่าก่อผลเสีย และความกังวลเรื่องการขาดน้ำไม่มีเหตุผลรองรับ แต่ไม่ได้หมายความว่าคาเฟอีนจะช่วยให้วิ่งในอากาศร้อนได้ดีขึ้น และไม่ได้เป็นการรับประกันความปลอดภัยในสภาพอากาศทุกแบบ การจัดการความร้อนยังต้องดำเนินการตามหลักปกติ ซึ่งอธิบายไว้ในบทวิ่งในอากาศร้อนแบบไทย

ข้อสังเกตเพิ่มเติม เกณฑ์ความปลอดภัยที่ 200 มิลลิกรัมต่อครั้งของหน่วยงานยุโรประบุเงื่อนไขว่าอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมปกติ จึงไม่ควรนำไปเหมารวมกับการออกกำลังกายในสภาพร้อนจัด และเป็นอีกเหตุผลที่ไม่ควรเพิ่มปริมาณให้สูงเกินความจำเป็น

ผลข้างเคียงและวิธีทดลองใช้

คาเฟอีนมีผลข้างเคียงที่ยืนยันได้ และผลข้างเคียงเพิ่มขึ้นตามปริมาณ การรวมผลงานวิจัยเกือบ 50 ชิ้นในนักกีฬาพบว่าเมื่อเทียบกับยาหลอก คาเฟอีนเพิ่มโอกาสเกิดอาการต่อไปนี้อย่างมีนัยสำคัญ[6]

  • ใจเต้นเร็ว เป็นอาการที่โอกาสเกิดเพิ่มขึ้นมากที่สุด
  • ปวดท้องหรือไม่สบายท้อง ซึ่งควรพิจารณาเป็นพิเศษในผู้ที่มีอาการทางเดินอาหารขณะวิ่งอยู่เดิม
  • นอนไม่หลับ ซึ่งสอดคล้องกับหัวข้อก่อนหน้า
  • ใจสั่นและภาวะวิตกกังวล
  • ปวดศีรษะ และปัสสาวะบ่อยขึ้น

ผู้เขียนสรุปว่าปริมาณระดับต่ำถึงปานกลาง คือไม่เกิน 6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม อาจลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงเหล่านี้[6] ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่ควรใช้ปริมาณ 3 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แทนการเพิ่มขึ้นไปจนถึงเพดาน

ข้อห้ามสำคัญ

ไม่ควรใช้คาเฟอีนเป็นครั้งแรกในวันแข่ง ไม่ว่าจะเป็นปริมาณใหม่ ยี่ห้อใหม่ หรือรูปแบบใหม่ ควรทดลองใช้ในวันซ้อมยาวก่อน โดยใช้ปริมาณเท่ากัน เวลาเท่ากัน และสภาพอาหารในกระเพาะเหมือนกัน TheSubList แนะนำอย่างน้อย 2 ครั้ง

เหตุผลไม่ได้อยู่ที่ประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว แต่เพราะหากเป็นผู้ที่มีอาการปวดท้องจากคาเฟอีน ควรทราบข้อมูลนั้นในระหว่างการซ้อมใกล้บ้าน ไม่ใช่ที่กิโลเมตรที่ 15 ของการแข่งขันมาราธอน

ขั้นตอนการทดลองใช้

ลำดับต่อไปนี้เป็นข้อเสนอของ TheSubList เพื่อให้ทดลองอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่โปรโตคอลที่มาจากงานวิจัยที่อ้างถึงในบทความ

  • ครั้งแรกใช้ครึ่งหนึ่งของปริมาณเป้าหมาย คือประมาณ 1.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในวันซ้อมยาวตามปกติ เพื่อประเมินการตอบสนองของระบบทางเดินอาหารและหัวใจ
  • หากไม่พบอาการผิดปกติ ครั้งถัดไปใช้ปริมาณเต็มที่ 3 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในวันซ้อมที่มีช่วงเร่งความเร็ว
  • บันทึกปริมาณที่ใช้ ระยะเวลาก่อนออกตัว และอาหารที่รับประทานก่อนหน้านั้น
  • หากเกิดอาการใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรืออาการผิดปกติอื่น ให้หยุดใช้และประเมินอาการ หากเกิดซ้ำควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้อีก ส่วนอาการไม่สบายท้องเล็กน้อยสามารถลองลดปริมาณลงหนึ่งระดับได้
  • เมื่อได้รูปแบบที่เหมาะสมแล้ว ให้ใช้รูปแบบเดิมทุกครั้ง และไม่เปลี่ยนแปลงในวันแข่ง

สรุปสิ่งที่ต้องจำ

  • คูณน้ำหนักตัวด้วย 3 เพื่อหาปริมาณเป็นมิลลิกรัม ไม่จำเป็นต้องมากกว่านั้น เนื่องจากเมื่อเกิน 6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมไม่พบประโยชน์เพิ่มเติม ส่วนผลข้างเคียงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามปริมาณ[1][4]
  • รับประทานก่อนปล่อยตัว 1 ชั่วโมง สำหรับรูปแบบเม็ดหรือแคปซูล ส่วนหมากฝรั่งสามารถขยับให้ใกล้เวลาปล่อยตัวได้เนื่องจากดูดซึมเร็วกว่า[1][9]
  • ใช้รูปแบบที่ระบุปริมาณบนฉลาก ไม่ใช่กาแฟจากร้าน เนื่องจากเอสเปรสโซจากร้านต่างกันได้ถึง 6 เท่าต่อหนึ่งเสิร์ฟ[11]
  • ไม่จำเป็นต้องงดกาแฟก่อนแข่ง การวิเคราะห์รวมไม่พบว่าปริมาณที่ดื่มเป็นประจำมีอิทธิพลต่อผลโดยรวม[4]
  • เว้นระยะจากเวลาเข้านอนประมาณ 9 ชั่วโมง และประมาณ 13 ชั่วโมงสำหรับปริมาณสูง ซึ่งเป็นค่าประมาณจากผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง ไม่ใช่เส้นตายตัว การซ้อมช่วงเย็นควรทำโดยไม่ใช้คาเฟอีน[5]
  • ความกังวลเรื่องการขาดน้ำไม่มีหลักฐานรองรับ ผลขับปัสสาวะหายไปในระหว่างการออกกำลังกาย ส่วนอุณหภูมิแกนกลางเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในสภาพที่งานวิจัยศึกษา ซึ่งผู้เขียนประเมินว่าไม่น่าก่อผลเสีย[7][8]
  • ทดลองใช้ก่อนเสมอ ด้วยรูปแบบเดียวกัน เนื่องจากอาการปวดท้องและใจเต้นเร็วเป็นผลข้างเคียงที่พบได้จริง[6]

คำถามที่พบบ่อย

หากงานปล่อยตัวเวลา 06:00 น. ควรรับประทานคาเฟอีนเวลาใด

สำหรับรูปแบบเม็ดหรือแคปซูล ควรรับประทานเวลา 05:00 น. หรือ 1 ชั่วโมงก่อนปล่อยตัว หากใช้กาแฟ ควรเผื่อเวลาสำหรับเข้าห้องน้ำก่อนออกจากบ้านด้วย เนื่องจากกาแฟมาพร้อมปริมาณน้ำจำนวนหนึ่ง

ควรรับประทานขณะท้องว่างหรือหลังอาหาร

แหล่งอ้างอิงในบทความนี้ไม่ได้เปรียบเทียบสองกรณีนี้โดยตรง จึงไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน แนวทางที่ทำได้คือเลือกรูปแบบที่ระบบทางเดินอาหารของตนเองรับได้ แล้วทำแบบเดิมทุกครั้ง เพราะความสม่ำเสมอทำให้เปรียบเทียบผลระหว่างการซ้อมแต่ละครั้งได้

การวิ่ง 10 กิโลเมตรจำเป็นต้องใช้คาเฟอีนหรือไม่

ไม่จำเป็น แต่สามารถใช้ได้ หลักฐานที่อ้างถึงในบทความนี้มาจากการออกกำลังกายแบบความทนทานและการวิ่งจับเวลา ซึ่งครอบคลุมระยะ 10 กิโลเมตรของนักวิ่งทั่วไป ส่วนกิจกรรมที่สั้นกว่านั้นมากอยู่นอกขอบเขตของแหล่งอ้างอิงชุดนี้

รับประทานคาเฟอีนแล้วไม่รู้สึกแตกต่าง หมายความว่าไม่ได้ผลกับตนเองหรือไม่

ก่อนสรุปเช่นนั้น ควรตรวจสอบสองประเด็น ประเด็นแรกคือทราบหรือไม่ว่าได้รับไปกี่มิลลิกรัม ผู้ที่ใช้กาแฟจากร้านอาจได้รับต่ำกว่าหรือสูงกว่าปริมาณเป้าหมายก็ได้ ประเด็นที่สองคือรับประทานล่วงหน้านานเพียงพอหรือไม่ ควรเปลี่ยนไปใช้รูปแบบที่ทราบปริมาณแน่นอนและควบคุมเวลาให้ตรง แล้วทดลองซ้ำอีกสองสามครั้งก่อนสรุป

คาเฟอีนถือเป็นสารต้องห้ามในการแข่งขันหรือไม่

สำหรับงานวิ่งทั่วไปในประเทศไทยไม่ถือเป็นสารต้องห้าม คาเฟอีนอยู่ในรายการเฝ้าระวัง (Monitoring Program) ขององค์กรต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก ไม่ใช่รายการสารต้องห้าม[14] อย่างไรก็ตาม ผู้ที่แข่งขันในระดับที่มีการตรวจสารควรตรวจสอบกฎของรายการนั้นอีกครั้ง

แหล่งอ้างอิง

  1. Guest NS, VanDusseldorp TA, Nelson MT, et al. “International society of sports nutrition position stand: caffeine and exercise performance.” Journal of the International Society of Sports Nutrition, 2021;18(1).
  2. EFSA Panel on Dietetic Products, Nutrition and Allergies (NDA). “Scientific Opinion on the safety of caffeine.” EFSA Journal, 2015;13(5):4102.
  3. Xue R, Huang J, Chen B, Ding L, Guo L, Cao Y, Girard O. “Effects of Caffeine Dose and Administration Method on Time-Trial Performance: A Systematic Review and Network Meta-Analysis.” Nutrients, 2025;17(23):3792.
  4. Carvalho A, Marticorena FM, Grecco BH, Barreto G, Saunders B. “Can I Have My Coffee and Drink It? A Systematic Review and Meta-analysis to Determine Whether Habitual Caffeine Consumption Affects the Ergogenic Effect of Caffeine.” Sports Medicine, 2022;52(9):2209–2220.
  5. Gardiner C, Weakley J, Burke LM, Roach GD, Sargent C, Maniar N, Townshend A, Halson SL. “The effect of caffeine on subsequent sleep: A systematic review and meta-analysis.” Sleep Medicine Reviews, 2023;69:101764.
  6. Negaresh R, Al-Riyami SAA, Ghahfarrokhi MM, Del Coso J, Karimi Z, Yaghoobi M, Bagheri R. “Caffeine Use in Sport: A Systematic Review and Meta-analysis of Acute Side Effects and Implications for Athlete Health and Safety.” Sports Medicine, 2026 (ตีพิมพ์ออนไลน์ก่อนกำหนดเล่ม).
  7. Zhang Y, Coca A, Casa DJ, Antonio J, Green JM, Bishop PA. “Caffeine and diuresis during rest and exercise: A meta-analysis.” Journal of Science and Medicine in Sport, 2015;18(5):569–574.
  8. Naulleau C, Jeker D, Pancrate T, Claveau P, Deshayes TA, Burke LM, Goulet EDB. “Effect of Pre-Exercise Caffeine Intake on Endurance Performance and Core Temperature Regulation During Exercise in the Heat: A Systematic Review with Meta-Analysis.” Sports Medicine, 2022;52(10):2431–2445.
  9. Wickham KA, Spriet LL. “Administration of Caffeine in Alternate Forms.” Sports Medicine, 2018;48(Suppl 1):79–91.
  10. Talanian JL, Spriet LL. “Low and moderate doses of caffeine late in exercise improve performance in trained cyclists.” Applied Physiology, Nutrition, and Metabolism, 2016;41(8):850–855.
  11. Crozier TWM, Stalmach A, Lean MEJ. “Espresso coffees, caffeine and chlorogenic acid intake: potential health implications.” Food & Function, 2012;3(1):30–33.
  12. Mayo Clinic. “Caffeine content for coffee, tea, soda and more.” อัปเดต 6 กุมภาพันธ์ 2025.
  13. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลคำเตือนสำหรับเครื่องดื่มผสมกาเฟอีน — ปริมาณกาเฟอีนที่ได้รับต่อวันต้องไม่เกิน 400 มิลลิกรัม.
  14. World Anti-Doping Agency. “2026 Monitoring Program.” — คาเฟอีนอยู่ในรายการเฝ้าระวัง ไม่ใช่รายการสารต้องห้าม

บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล ผู้ที่มีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ภาวะวิตกกังวล ผู้ที่ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้คาเฟอีนเพื่อการกีฬา · อัปเดตล่าสุด: 15 สิงหาคม 2569