ตารางซ้อมวิ่ง Half Marathon (21.1K)
12–16 สัปดาห์ จากวิ่งให้จบสู่การทำเวลา
ฮาล์ฟมาราธอนคือ “เกมของความทนทาน + Threshold” — ตารางซ้อม 21.1 กม. ที่มีวิทยาศาสตร์การวิ่งรองรับ ทั้งแผน 12 สัปดาห์สำหรับวิ่งให้จบ และแผน 16 สัปดาห์สำหรับทำเวลา พร้อมหลัก long run, ปริมาณ และ taper ที่ทำตามได้จริง
🤔ทำไม Half Marathon ต้องซ้อมต่างจาก 10K?
ถ้า 10K คือ “เกมของ Threshold” ฮาล์ฟมาราธอน (21.1 กม.) คือ “เกมของความทนทาน + Threshold” — ระยะที่ไกลขึ้นเท่าตัวทำให้สองสิ่งสำคัญขึ้นมาก: ปริมาณการซ้อมรวม และ การวิ่งยาว (long run) ที่ฝึกให้ร่างกายทนต่อความล้าของกล้ามเนื้อและคงเพซได้นานขึ้น
นักวิ่งหลายคนที่ “วิ่ง 10K ได้สบาย” กลับเจอกำแพงช่วง 16–18 กม. ของฮาล์ฟ ไม่ใช่เพราะหัวใจหรือปอดไม่ไหว แต่เพราะ กล้ามเนื้อล้าและพลังงานสำรองลดลง — สิ่งที่แก้ได้ด้วยการสะสมระยะอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การวิ่งเร็วขึ้นอย่างเดียว บทความนี้จะอธิบายวิทยาศาสตร์ก่อน แล้วจึงให้ตาราง 2 ระดับ: วิ่งให้จบ และ ทำเวลา
บทความนี้ต่อยอดจาก ตารางซ้อม 5K & 10K (ตอนที่ 13) และใช้แนวคิดจาก Lactate Threshold, VDOT และ ระบบ E/M/T/I/R ของ Jack Daniels — ถ้ายังไม่อ่าน แนะนำเปิดคู่กันเพื่อกำหนด pace แต่ละโซน
🔬เจาะลึกวิทยาศาสตร์การวิ่ง: 21.1K ใช้พลังงานระบบไหน
1. ฮาล์ฟมาราธอนคือการวิ่ง “แอโรบิกเกือบทั้งหมด”
ยิ่งระยะไกล สัดส่วนพลังงานจาก ระบบแอโรบิก (ใช้ออกซิเจน) ยิ่งสูง งานทบทวนของ Gastin ชี้ว่าเมื่อออกแรงต่อเนื่องนานหลายสิบนาที ระบบแอโรบิกครองสัดส่วนเกือบทั้งหมดของพลังงาน [1] นั่นแปลว่าการพัฒนาฮาล์ฟ = การพัฒนา “เครื่องยนต์แอโรบิก” และความสามารถในการคงเพซให้นานที่สุด (ตัวเลขด้านล่างเป็นค่าประมาณภาพรวม ไม่ใช่การวัดเฉพาะการแข่งฮาล์ฟทุกระดับ)
2. เพซฮาล์ฟอยู่ตรงไหน?
สำหรับนักวิ่งระดับสูง (จบราว 60–70 นาที) เพซฮาล์ฟ เกือบเท่ากับ Lactate Threshold พอดี แต่สำหรับนักวิ่งทั่วไปที่ใช้เวลานานกว่า เพซฮาล์ฟจะ อยู่ระหว่าง Aerobic Threshold กับ Lactate Threshold [5] — นี่คือเหตุผลที่ฮาล์ฟ “รู้สึกควบคุมได้ตอนต้น แต่กัดกินช่วงท้าย” และทำให้ งาน Threshold กับ การซ้อมที่เพซแข่ง (HM pace) เป็น 2 เครื่องมือสำคัญ
3. หลัก 80/20 ยังใช้ได้
งานวิจัยในนักกีฬา endurance ระดับสูงพบว่าราว 75–80% ของการซ้อมอยู่ที่ความเข้มต่ำ และ ~15–20% ที่ความเข้มสูง [3] — สำหรับฮาล์ฟยิ่งมีความสำคัญ เพราะปริมาณ Easy/Long คือสิ่งที่สร้างความทนทาน ส่วนงานหนัก (T/I/HM pace) เป็นตัวเสริมที่ใช้อย่างพอเหมาะ
80/20 วัดที่สัดส่วนเวลา/ระยะรวม ไม่ใช่จำนวนวัน — แม้จะมี Quality 2 วัน เป้าหมายคือให้ Easy + Long ครองเวลาส่วนใหญ่ของสัปดาห์ ไม่ต้องทำให้ตัวเลขเป๊ะทุกสัปดาห์
🧩4 องค์ประกอบของแผนฮาล์ฟ
แผนฮาล์ฟที่ดีประกอบจากงาน 4 แบบ — เป้าหมาย/โซนอ้างอิงจาก ระบบ E/M/T/I/R และ โซนหัวใจ
งานสำคัญที่สุดของฮาล์ฟ ค่อยๆ ยืดระยะจนถึง ~18–21 กม. พัฒนาความทนทานแอโรบิกและการทนความล้าของกล้ามเนื้อ/เอ็น (และส่งเสริมการใช้ไขมันเป็นพลังงาน) รวมถึง “ซ้อมใจ” ให้ทนระยะไกล · ช่วงท้าย long run บางครั้งใส่ช่วงที่ HM pace เพื่อฝึกวิ่งเพซแข่งทั้งที่ขาเริ่มล้า
สัดส่วนใหญ่ที่สุดของสัปดาห์ พูดเป็นประโยคได้สบาย สร้างฐานแอโรบิก เพิ่มความหนาแน่นไมโทคอนเดรีย/เส้นเลือดฝอย และช่วยฟื้นตัวระหว่างวันหนัก
วิ่ง “หนักแต่ควบคุมได้” (ราว Lactate Threshold) ยกเพดานที่คุณคงเพซเร็วได้นานขึ้น — หัวใจของการทำเวลาฮาล์ฟ ทำได้ทั้งแบบต่อเนื่อง (tempo ยาว) และแบบแบ่งช่วง (cruise interval)
Interval (ช่วงวิ่งเร็ว/work ~3–5 นาที ที่ effort ใกล้ VO2max) ยกเพดานความฟิตและประสิทธิภาพการวิ่ง · ในฮาล์ฟใช้ปริมาณน้อยกว่าการซ้อม 5K/10K และมักแทนที่ด้วยช่วง HM pace ยาวๆ เมื่อใกล้แข่ง เพื่อความจำเพาะกับระยะ
Easy/Long: พูดเป็นประโยคเต็มได้สบาย · Threshold: พูดได้ทีละวลีสั้นๆ (หนักแต่ยังคุมได้) · HM pace: หนักกว่า Easy ชัดเจน แต่ยัง “ยั่งยืน” ได้ใกล้เคียงเวลาที่คุณใช้แข่งจริง · Interval: พูดได้แค่คำเดียว · อยากแม่นยำขึ้นค่อยกำหนด pace จาก VDOT หรือ โซนหัวใจ
📊หัวใจของฮาล์ฟ: ปริมาณ + Long Run (มีงานวิจัยรองรับ)
ต่างจาก 5K ที่ความเร็วสำคัญมาก ฮาล์ฟให้ผลตอบแทนสูงกับ ปริมาณการซ้อมรวม และ ความยาวของ long run โดยตรง
การศึกษาในนักวิ่งฮาล์ฟ/มาราธอน (Fokkema และคณะ) พบว่า ปริมาณซ้อมที่สูง (>32 กม./สัปดาห์) และ การวิ่งยาวที่ยาว (>21 กม.) สัมพันธ์กับ เวลาจบที่เร็วขึ้น และ เพซที่ตกน้อยลง ช่วงท้ายของการแข่ง [2] อย่างไรก็ตามนี่เป็นความสัมพันธ์เชิงสังเกต ไม่ได้แปลว่า “ยิ่งเยอะยิ่งดีไม่จำกัด” — ต้องเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อเลี่ยงบาดเจ็บ
หลักปฏิบัติที่ได้จากงานวิจัย:
- 📈เพิ่มปริมาณรวมอย่างค่อยเป็นค่อยไป — แนวทาง ~10% ต่อสัปดาห์ (heuristic อนุรักษ์นิยม) และเลี่ยงการเพิ่มแบบก้าวกระโดด [4]
- 🔵ยืด long run จนถึง ~18–21 กม. ก่อนแข่ง (แผนทำเวลา) หรือ ~18–19 กม. (แผนวิ่งให้จบ) — ไม่จำเป็นต้องวิ่งเกินระยะแข่ง (21.1 กม.) ในการซ้อม
- 🔄ใส่ สัปดาห์ลดโหลด (cutback) ทุก 3–4 สัปดาห์ ลดภาระรวมราว 5–20% (ลดทั้งระยะและความหนัก; อย่าลดลึกจนต้องเด้งกลับแรงในสัปดาห์ถัดไป)
- ⚖️ให้ Easy + Long ครองเวลาส่วนใหญ่ (80/20) — งานหนักใช้พอเหมาะ
🌱แผน 12 สัปดาห์ — วิ่งให้จบ (Finish)
วิ่งให้จบ เป้าหมาย: วิ่งจบ 21.1 กม. อย่างสบาย (เดินแทรกได้) · เงื่อนไขเริ่ม: เคยวิ่ง 10 กม. ได้ หรือมีระยะรวม ~20–25 กม./สัปดาห์ ต่อเนื่องอย่างน้อย ~4 สัปดาห์ (วิ่งต่อเนื่อง ~45–60 นาทีได้) โดยไม่มีบาดเจ็บสะสม · ซ้อม 4 วัน/สัปดาห์ (2 Easy + 1 Quality เบา + 1 Long) เน้นสะสม long run อย่างปลอดภัย · ถ้ายังไม่คุ้นคำว่า “Tempo” ให้ใช้ความรู้สึก: วิ่งเหนื่อยพอที่ยัง พูดได้ทีละวลีสั้นๆ (ดู Talk Test ด้านบน)
| สัปดาห์ | Quality (เบา) | Long Run | รวม/สัปดาห์ |
|---|---|---|---|
| 1 | Easy + strides 6×20 วินาที | Easy 8 กม. | ~22–26 กม. |
| 2 | Tempo เบาๆ 10 นาที | Easy 10 กม. | ~26–30 กม. |
| 3 | Tempo 2×8 นาที | Easy 12 กม. | ~30–34 กม. |
| 4 (ลดโหลด) | Easy + strides 6×20 วินาที | Easy 11 กม. | ~28–32 กม. |
| 5 | Tempo 15 นาที | Easy 13 กม. | ~32–36 กม. |
| 6 | Tempo 2×10 นาที | Easy 14 กม. | ~35–39 กม. |
| 7 | Tempo 18 นาที | Easy 16 กม. | ~38–42 กม. |
| 8 (ลดโหลด) | Tempo 12 นาที (เบาลง) | Easy 14 กม. | ~34–38 กม. |
| 9 | Tempo 2×12 นาที | Easy 17 กม. | ~40–44 กม. |
| 10 | Tempo 20 นาที | Easy 19 กม. (long run ที่ยาวที่สุด) | ~42–46 กม. |
| 11 (taper) | Tempo 12 นาที (สั้นลง) | Easy 14 กม. | ~32–36 กม. |
| 12 | Race week: Easy 2 วัน (วันละ 25–30 นาที) + strides 4×20 วินาที · ลดระยะซ้อมลงมากจาก peak (ยึด session ที่กำหนด ไม่นับระยะวันแข่งในการเทียบ) | วันแข่ง HM 🏁 | |
อีก 2 วันที่เหลือเป็น Easy run 30–45 นาที · วันที่เหลือพักหรือ cross-training เบาๆ · long run วิ่งช้าพอที่จะพูดได้ตลอด (เดินแทรกตามจำเป็น) — ความต่อเนื่องสำคัญกว่าความเร็ว
ไม่จำเป็นต้องวิ่งครบ 21.1 กม. ในการซ้อม — long run ~18–19 กม. บวกกับ ฐานที่สะสม การคุมเพซ และการเติมพลังที่ดี จะพาคุณจบได้ (taper ช่วยให้สดในวันแข่ง) · ถ้าสัปดาห์ไหนล้าเกิน ให้ทำซ้ำสัปดาห์เดิมก่อนค่อยขยับ · อาการปวดเฉพาะจุดที่แย่ลงเรื่อยๆ ควรพักและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
⚡แผน 16 สัปดาห์ — ทำเวลา (Time Goal)
ทำเวลา เงื่อนไข: วิ่งฮาล์ฟจบมาแล้ว หรือมีฐาน ~40 กม./สัปดาห์สม่ำเสมอ โดยไม่มีบาดเจ็บสะสม · ซ้อม 5 วัน/สัปดาห์ (2 Quality + 1 Long + 2 Easy) · 16 สัปดาห์ แบ่งเป็น Base → Build → Peak → Taper (กำหนด pace แต่ละโซนจาก VDOT)
E = Easy · T = Threshold/Tempo (หนักแต่คุมได้) · I = Interval (effort ใกล้ VO2max) · HMP = Half Marathon pace (เพซเป้าหมายวันแข่ง) · r= ระยะ/เวลา jog พักระหว่างรอบ · ทุก Quality session รวมวอร์มอัพ 10–15 นาที + คูลดาวน์ เสมอ
สำคัญ: สัปดาห์ที่ long run ปิดท้ายด้วยช่วง HMP ให้นับ long run นั้นเป็น quality session ด้วย — สัปดาห์นั้นจึงเน้นคุณภาพที่ long run เป็นหลัก ถ้าเหนื่อยให้ลดความหนัก Q2 ลงได้ · ถ้าวันไหนทำไม่ไหว ลดจำนวนรอบ/เวลาลงได้
| สัปดาห์ | Quality 1 (Threshold) | Quality 2 (Interval / HMP) | Long Run | รวม |
|---|---|---|---|---|
| 1 | Tempo 2×10 นาที (T) | 6×400 ม. (I, r=200 ม. jog) | Easy 14 กม. | ~45–50 กม. |
| 2 | Tempo 2×12 นาที | 5×800 ม. (I, r=400 ม.) | Easy 16 กม. | ~50–55 กม. |
| 3 | Tempo 20 นาทีต่อเนื่อง | strides 6×20 วินาที | 16 กม. (ท้าย 3 กม. ที่ HMP) | ~55–60 กม. |
| 4 (ลดโหลด) | Tempo 2×10 นาที (เบาลง) | strides 6×20 วินาที | Easy 15 กม. | ~48–52 กม. |
| 5 | Tempo 2×15 นาที | strides 6×20 วินาที | 18 กม. (ท้าย 4 กม. ที่ HMP) | ~58–62 กม. |
| 6 | Tempo 25 นาที | 5×1000 ม. (I, r=400 ม.) | Easy 19 กม. | ~62–66 กม. |
| 7 | Tempo 2×15 นาที | 8 กม. ที่ HMP (ต่อเนื่อง) | Easy 20 กม. | ~64–68 กม. |
| 8 (ลดโหลด) | Tempo 20 นาที | strides 6×20 วินาที | Easy 16 กม. | ~52–56 กม. |
| 9 | Tempo 2×20 นาที | strides 6×20 วินาที | 20 กม. (ท้าย 6 กม. ที่ HMP) | ~64–68 กม. |
| 10 | Tempo 30 นาที | 10 กม. ที่ HMP | Easy 20 กม. | ~66–70 กม. |
| 11 | Tempo 2×20 นาที | strides 6×20 วินาที | 20–21 กม. (ท้าย 6 กม. ที่ HMP) | ~68–72 กม. |
| 12 (ลดโหลด) | Tempo 20 นาที (เบาลง) | strides 6×20 วินาที | Easy 16 กม. | ~54–58 กม. |
| 13 | Tempo 2×15 นาที | 8 กม. ที่ HMP | Easy 19 กม. | ~60–64 กม. |
| 14 (ลดโหลด/sharpen) | Tempo 2×10 นาที | 5×600 ม. (I, r=400 ม.) | Easy 15 กม. | ~48–52 กม. |
| 15 (taper) | Tempo 15 นาที | 4×400 ม. ที่ HMP (r=200 ม.) | Easy 11 กม. | ~36–40 กม. |
| 16 | Race week: Easy 2 วัน (วันละ 25–30 นาที) + 4×400 ม. ที่ HMP (r=200 ม.) · ลดระยะซ้อมลงมากจาก peak (ยึด session ที่กำหนด ไม่นับระยะวันแข่งในการเทียบ) | วันแข่ง HM 🏁 | — | |
เว้นวัน Quality ด้วย Easy/พักเสมอ (อย่าวาง Tempo ติด Interval) · ตัวอย่าง 5 วัน: จ. Easy · อ. Quality 1 · พ. Easy · พฤ. Quality 2 · ส. Long · (อา./ศ. พัก) — รักษาหลัก “hard day hard, easy day easy”
ตัวเลขกิโลเมตรรวมเป็น ค่าประมาณจาก pace ของแต่ละคน นับรวม warm-up, cool-down และ recovery jog — ให้ ยึดเวลาและ effort ของแต่ละ session เป็นหลัก ถ้าฐานปริมาณคุณต่ำกว่านี้ ให้ลดสเกลทั้งตารางลง (เช่น เริ่มที่ ~35 กม./สัปดาห์) แล้วคงรูปแบบ Quality/Long ไว้
🏁Taper: 2 สัปดาห์สุดท้าย
Taper คือการ “เก็บความฟิตไว้แต่ทิ้งความล้า” ก่อนวันแข่ง — เป็นช่วงที่ทำถูกแล้วได้ประสิทธิภาพคืนมาโดยไม่ต้องซ้อมเพิ่ม
การทบทวนงานวิจัยแบบ meta-analysis พบว่า taper ที่ได้ผลดีที่สุดคือ ลดปริมาณการซ้อมลง ~41–60% แบบค่อยๆ ลด (exponential) ในช่วง ~8–14 วัน ขณะที่ คงความเข้ม (intensity) ไว้ — รูปแบบนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ ~2–3% โดยเฉลี่ยในงานวิเคราะห์รวม (ไม่ใช่ผลที่การันตีรายบุคคล) [6] ส่วนการลดความเข้มลงด้วยกลับ ไม่ ช่วยให้ดีขึ้น
แปลเป็นทางปฏิบัติสำหรับฮาล์ฟ:
- 📉ลดปริมาณรวม ~40–50% ในสัปดาห์สุดท้าย (และเริ่มลดบางส่วนตั้งแต่ 2 สัปดาห์ก่อน)
- ⚡คงความเข้มไว้ — ยังมีช่วงสั้นๆ ที่ HM pace หรือ Threshold เพื่อให้ขา “จำเพซ” ไว้ แต่ลดปริมาณลง
- 🛌เน้นนอนให้พอ เติมคาร์โบไฮเดรต และอย่าลองอะไรใหม่ในสัปดาห์แข่ง
- 🧠รู้สึก “คันขา อยากวิ่ง” เป็นเรื่องปกติของ taper — อย่าเผลอซ้อมหนักเพิ่ม
อ่านเชิงลึกใน บทความ Tapering (ตอนที่ 10)
🛡หลักปรับแผน, เติมพลัง & ความปลอดภัย
เพิ่มปริมาณอย่างค่อยเป็นค่อยไป
งานวิจัยเชิงสังเกตของ Nielsen และคณะพบว่า ในกลุ่มนักวิ่งมือใหม่ ผู้ที่เพิ่มระยะวิ่งมากกว่า ~30% ภายในช่วง 2 สัปดาห์ มีแนวโน้มเกิดการบาดเจ็บกลุ่มที่สัมพันธ์กับระยะวิ่งมากกว่ากลุ่มที่เพิ่มน้อยกว่า 10% อย่างไรก็ตาม ผลนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงสำรวจและไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญสำหรับการบาดเจ็บรวมทั้งหมด [4] — กฎ ~10% ต่อสัปดาห์ จึงเป็นเพียงแนวทางอนุรักษ์นิยม ไม่ใช่กฎตายตัว สิ่งสำคัญคือ ไม่เพิ่มแบบพรวดพราด และใส่สัปดาห์ลดโหลดสม่ำเสมอ (รวมถึงหลังสัปดาห์ลดโหลด ควรกลับมาที่ระดับใกล้เคียงก่อนลด ก่อนค่อยเพิ่มต่อ)
เติมพลังสำหรับ long run และวันแข่ง
เมื่อวิ่งนานเกิน ~75–90 นาที ความสำคัญของการจัดการคาร์โบไฮเดรตและการฝึกเติมพลังจะเพิ่มขึ้น (ร่างกายใช้ไกลโคเจนตั้งแต่เริ่มวิ่ง แต่ของสำรองมีจำกัด) — แนวทางโภชนาการการกีฬาแนะนำให้ เติมคาร์โบไฮเดรตระหว่างวิ่ง ~30–60 กรัม/ชม. สำหรับการออกกำลังต่อเนื่องราว 1–2.5 ชม. [7] การฝึกเติมพลัง (เจล/น้ำหวาน) และจิบน้ำใน long run ยาวๆ จะช่วยให้ร่างกายชินและไม่ “หมดแรง” วันแข่ง — อย่าลองของใหม่วันแข่ง
เหนื่อยล้าสะสม นอนไม่อิ่ม หัวใจขณะพักสูงผิดปกติ อารมณ์หงุดหงิด หรือ pace เดิมรู้สึกหนักขึ้นเรื่อยๆ — ให้ลดโหลดหรือพักเพิ่ม “ผลของการซ้อมเกิดตอนพัก ไม่ใช่ตอนซ้อม”
อย่าลืมความแข็งแรง
Strength training ~1–2 ครั้ง/สัปดาห์มีหลักฐานช่วยเรื่อง Running Economy และ performance ดู ตอนที่ 12 · จัดไว้วันเดียวกับวันวิ่งหนักเพื่อรักษาวันพักให้เบาจริง
✅สรุปสิ่งที่ต้องจำ
- 🫀ฮาล์ฟเป็นการวิ่งแอโรบิกเกือบทั้งหมด (~95%+) → ปริมาณ Easy/Long คือเครื่องยนต์หลัก
- 🔵Long run คือพระเอก — ยืดถึง ~18–19 กม. (วิ่งให้จบ) หรือ ~20–21 กม. (ทำเวลา) ไม่ต้องวิ่งเกินระยะแข่งในการซ้อม
- 📊งานวิจัยพบว่าปริมาณ >32 กม./สัปดาห์ และ long run >21 กม. สัมพันธ์กับเวลาที่เร็วขึ้นและเพซตกน้อยลง [2]
- 🟠คนทำเวลา: Threshold + ช่วง HM pace ในตารางและใน long run คือกุญแจ
- 🔄ใส่สัปดาห์ลดโหลดทุก 3–4 สัปดาห์ เพิ่มปริมาณ ~10% เป็นแนวทาง (อย่าเด้งกลับแรงหลังลดโหลด)
- ⛽ฝึกเติมคาร์โบไฮเดรต ~30–60 ก./ชม. + จิบน้ำใน long run ยาวๆ อย่าลองของใหม่วันแข่ง [7]
- 🏁Taper ~2 สัปดาห์: ลดปริมาณ ~40–50% คงความเข้ม → เพิ่มประสิทธิภาพ ~2–3% โดยเฉลี่ย [6]
แหล่งอ้างอิง
- Gastin PB. “Energy System Interaction and Relative Contribution During Maximal Exercise.” Sports Medicine, 2001;31(10):725–741. PubMed →
- Fokkema T, et al. “Training for a (half‐)marathon: Training volume and longest endurance run related to performance and running injuries.” Scandinavian Journal of Medicine & Science in Sports, 2020. PMC →
- Seiler S, Kjerland GØ. “Quantifying training intensity distribution in elite endurance athletes.” Scandinavian Journal of Medicine & Science in Sports, 2006;16(1):49–56. PubMed →
- Nielsen RO, et al. “Excessive progression in weekly running distance and risk of running-related injuries.” Journal of Orthopaedic & Sports Physical Therapy, 2014;44(10):739–747. PubMed →
- Daniels J. Daniels’ Running Formula (3rd ed.). Human Kinetics, 2013. — โซน Threshold (T) และการกำหนด pace จาก VDOT.
- Bosquet L, Montpetit J, Arvisais D, Mujika I. “Effects of tapering on performance: a meta-analysis.” Medicine & Science in Sports & Exercise, 2007;39(8):1358–1365. PubMed →
- Jeukendrup A. “A Step Towards Personalized Sports Nutrition: Carbohydrate Intake During Exercise.” Sports Medicine, 2014;44(Suppl 1):S25–S33. Springer →
พิชิตฮาล์ฟได้แล้ว พร้อมขยับสู่ระยะเต็มมาราธอน 42.195 กม. ใช่ไหม? อ่านต่อที่ ตารางซ้อม Full Marathon (ตอนที่ 15)

Pingback: ตารางซ้อม Full Marathon 18–20 สัปดาห์: วิ่งให้จบและทำเวลา | TheSubList
Pingback: วอร์มอัพก่อนวิ่ง & ยืดเหยียดหลังวิ่ง: ทำอย่างไรให้พร้อมและลดบาดเจ็บ - TheSubList