ตารางซ้อมวิ่ง Full Marathon (42.195K)
18–20 สัปดาห์ จากวิ่งให้จบสู่การทำเวลา
มาราธอนคือ “เกมของความทนทาน + การจัดการพลังงาน” — ตารางซ้อม 42.195 กม. ที่มีวิทยาศาสตร์รองรับ ทั้งแผน 18 สัปดาห์สำหรับวิ่งให้จบ และแผน 20 สัปดาห์สำหรับทำเวลา พร้อมหลัก long run, ปริมาณ, การเติมพลัง/คาร์บโหลด และ taper ที่ทำตามได้จริง
- ทำไม Marathon ต้องซ้อมต่างจาก Half?
- วิทยาศาสตร์เบื้องหลัง: 42.195K และ “กำแพง”
- องค์ประกอบของแผนมาราธอน
- หัวใจ: ปริมาณ + Long Run (มีงานวิจัยรองรับ)
- เติมพลัง: คาร์บโหลด & กลยุทธ์วันแข่ง
- แผน 18 สัปดาห์ — วิ่งให้จบ (Finish)
- แผน 20 สัปดาห์ — ทำเวลา (Time Goal)
- Taper: 3 สัปดาห์สุดท้าย
- หลักปรับแผน & ความปลอดภัย
- สรุปสิ่งที่ต้องจำ
🤔ทำไม Marathon ต้องซ้อมต่างจาก Half?
ถ้าฮาล์ฟคือ “เกมของความทนทาน + Threshold” มาราธอน (42.195 กม.) คือ “เกมของความทนทาน + การจัดการพลังงาน” — ระยะที่ไกลกว่าเท่าตัวทำให้มี 2 ปัจจัยใหม่ที่ตัดสินผลอย่างชัดเจน: ปริมาณการซ้อมรวมที่สูงขึ้น และ การเติมพลังระหว่างวิ่ง เพื่อไม่ให้ “ชนกำแพง”
นักวิ่งฮาล์ฟที่แข็งแรงหลายคนยังพังที่กิโลเมตร 30–35 ของมาราธอน ไม่ใช่เพราะหัวใจหรือกล้ามเนื้ออย่างเดียว — การพร่องไกลโคเจน (พลังงานสำรอง) เป็นปัจจัยสำคัญ ร่วมกับการวางเพซ ความร้อน ภาวะขาดน้ำ อาการทางเดินอาหาร และความล้าสะสม · ปัญหาเหล่านี้ลดได้ด้วยการสะสมระยะอย่างเป็นระบบ บวกกับ การฝึกและวางแผนเติมพลังที่ดี บทความนี้อธิบายวิทยาศาสตร์ก่อน แล้วจึงให้ตาราง 2 ระดับ: วิ่งให้จบ และ ทำเวลา
บทความนี้ต่อยอดจาก ตารางซ้อม Half Marathon (ตอนที่ 14) และใช้แนวคิดจาก Lactate Threshold, VDOT, ระบบ E/M/T/I/R และ Tapering — แนะนำเปิดคู่กันเพื่อกำหนด pace แต่ละโซน
🔬เจาะลึกวิทยาศาสตร์การวิ่ง: 42.195K และ “กำแพง”
1. มาราธอนคือการวิ่ง “แอโรบิกแทบทั้งหมด”
ยิ่งระยะไกล สัดส่วนพลังงานจาก ระบบแอโรบิก (ใช้ออกซิเจน) ยิ่งสูง งานทบทวนของ Gastin ชี้ว่าเมื่อออกแรงต่อเนื่องนานหลายสิบนาทีถึงหลายชั่วโมง ระบบแอโรบิกครองสัดส่วนแทบทั้งหมดของพลังงาน [1] เพซมาราธอน (Marathon Pace, MP) จึงอยู่ในโซนที่ ช้ากว่า Half Marathon pace และต่ำกว่า Lactate Threshold สำหรับนักวิ่งส่วนใหญ่ (ตัวเลขด้านล่างเป็นค่าประมาณภาพรวม)
2. “กำแพง” (The Wall) คืออะไร?
ร่างกายเก็บคาร์โบไฮเดรตในรูป ไกลโคเจน ที่กล้ามเนื้อและตับได้จำกัด (พอสำหรับวิ่งหนักราว 90–120 นาทีในนักวิ่งทั่วไป) เมื่อไกลโคเจนพร่องลง — มักในช่วงท้ายราว 30–35 กม. — ร่างกายต้องพึ่งไขมันมากขึ้น ทำให้ รักษาอัตราการผลิตพลังงานที่เพซเดิมได้ยากขึ้น เพซตกและขา “หนัก” นี่คือ “กำแพง” · การพร่องไกลโคเจน/คาร์โบไฮเดรตเป็นปัจจัยสำคัญ และช่วงที่เกิดก็ต่างกันตามเพซ ความฟิต และปริมาณไกลโคเจนสะสมของแต่ละคน [6] — แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียว ปัจจัยอื่นที่อาจมีส่วน ได้แก่ การเปิดเพซเร็วเกินไป ความร้อน ภาวะขาดน้ำ อาการระบบทางเดินอาหาร และความล้าของกล้ามเนื้อ/ระบบประสาท · ลดความเสี่ยงได้หลายทางควบคู่: (1) ฝึกให้ร่างกาย ใช้ไขมันเก่งขึ้นและเก็บไกลโคเจนได้มากขึ้น ผ่าน long run และปริมาณซ้อม (2) เติมพลังจากภายนอก ก่อนและระหว่างวิ่ง (3) วางเพซให้เหมาะและรับมือสภาพอากาศ (ดูหัวข้อเติมพลัง)
3. หลัก 80/20 ยังใช้ได้ (ยิ่งจริงสำหรับมาราธอน)
นักวิ่ง endurance จำนวนมากใช้เวลาส่วนใหญ่ของการซ้อมที่ ความเข้มต่ำ ส่วนที่เหลือกระจายไปตามเป้าหมาย ระดับนักวิ่ง และช่วงของแผน (ในนักกีฬาชั้นนำมักพบราว 75–80% ที่ความเข้มต่ำ) [3] — มาราธอนยิ่งต้องอาศัยปริมาณ Easy/Long เป็นฐาน ส่วนงานเร็ว (T/I) ใช้น้อยลงกว่าการซ้อมระยะสั้น และเน้น Marathon Pace (MP) ที่จำเพาะกับวันแข่งแทน
🧩องค์ประกอบของแผนมาราธอน
เป้าหมาย/โซนอ้างอิงจาก ระบบ E/M/T/I/R และ โซนหัวใจ
งานสำคัญที่สุด ค่อยๆ ยืดระยะจนถึง ~30–32 กม. (ราว 20 ไมล์) พัฒนาความทนทานแอโรบิก การทนความล้าของกล้ามเนื้อ/เอ็น และฝึกใช้ไขมันเป็นพลังงาน รวมถึงเป็นโอกาส ซ้อมเติมพลังและซ้อมใจ · long run ช่วงท้ายแผนมักใส่ช่วง Marathon Pace เพื่อฝึกวิ่งเพซแข่งทั้งที่ขาเริ่มล้า
สัดส่วนใหญ่ที่สุดของสัปดาห์ พูดเป็นประโยคได้สบาย สร้างฐานแอโรบิก เพิ่มความหนาแน่นไมโทคอนเดรีย/เส้นเลือดฝอย และช่วยฟื้นตัว — ปริมาณ Easy ที่สะสมคือสิ่งที่ทำให้ทนระยะ 42 กม. ได้
วิ่งที่ เพซเป้าหมายวันแข่ง — ฝึกให้ร่างกายและจิตใจคุ้นกับ effort ที่ต้องคงไว้นานหลายชั่วโมง และเป็นจังหวะซ้อมเติมพลังที่สมจริงที่สุด · ทำเป็นช่วงในเนื้อ long run หรือเป็น session แยก
วิ่ง “หนักแต่ควบคุมได้” (ราว Lactate Threshold) ยกเพดานความเร็วที่รักษาไว้ได้นาน — ช่วยให้เพซมาราธอน “รู้สึกสบายขึ้น” · ส่วนงาน Interval/VO2max ใช้ น้อยและเฉพาะช่วงต้นแผน เท่านั้น
Easy/Long: พูดเป็นประโยคเต็มได้สบาย · Marathon Pace: พูดได้เป็นวลี รู้สึก “ยังไปได้อีกนาน” (สบายกว่า Threshold) · Threshold: พูดได้ทีละวลีสั้นๆ · อยากแม่นยำขึ้นค่อยกำหนด pace จาก VDOT หรือ โซนหัวใจ
📊หัวใจของมาราธอน: ปริมาณ + Long Run (มีงานวิจัยรองรับ)
มาราธอนให้ผลตอบแทนสูงกับ ปริมาณการซ้อมรวม และ ความยาวของ long run มากที่สุดในบรรดาระยะแข่ง
งานทบทวนเชิงระบบของการซ้อมมาราธอนพบว่า ปริมาณซ้อมต่อสัปดาห์ ความยาว long run และเพซซ้อม เป็นตัวแปรที่พบความสัมพันธ์กับ performance บ่อยที่สุด [7] อย่างไรก็ตามผลตอบแทนมีลักษณะ “หักงอ” เมื่อปริมาณสูงขึ้นมาก — ยิ่งเยอะไม่ได้ดีขึ้นเป็นเส้นตรง และความเสี่ยงบาดเจ็บก็เพิ่ม ต้องเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป
หลักปฏิบัติที่ได้จากงานวิจัย:
- 📈เพิ่มปริมาณรวมอย่างค่อยเป็นค่อยไป — แนวทาง ~10% ต่อสัปดาห์ (heuristic อนุรักษ์นิยม) เลี่ยงการเพิ่มแบบก้าวกระโดด [2]
- 🔵ยืด long run จนถึง ~30–32 กม. (ราว 20 ไมล์) เป็น long run ที่ยาวที่สุด — ไม่จำเป็นต้องวิ่งครบ 42 กม. ในการซ้อม เพราะเสี่ยงบาดเจ็บและฟื้นตัวนานเกินคุ้ม
- 🔄รอบ 3 สัปดาห์เพิ่มโหลด + 1 สัปดาห์ลดโหลด (cutback) ลดภาระรวมราว 5–20% ตามความล้า เป็นแนวทางหนึ่งเพื่อจัดการความล้าและรักษาความสม่ำเสมอ
- ⚖️ให้ Easy + Long ครองเวลาส่วนใหญ่ (80/20) — งานหนักใช้พอเหมาะ เน้น MP เมื่อใกล้แข่ง
⛽เติมพลัง: คาร์บโหลด & กลยุทธ์วันแข่ง
มาราธอนเป็นระยะที่ โภชนาการมีผลต่อ performance อย่างมีนัยสำคัญ เพราะระยะเวลาวิ่งเกินกว่าที่ไกลโคเจนสำรองจะพอ
คาร์บโหลด: การเพิ่มคาร์โบไฮเดรต ~8–12 กรัม/กก.น้ำหนักตัว/วัน ในช่วง 48–72 ชม.ก่อนแข่ง (พร้อมลดปริมาณซ้อม) เพิ่มไกลโคเจนสะสมได้ราว 30–45% [8] · ระหว่างแข่ง: แนวทางแนะนำราว 60 ก./ชม. สำหรับวิ่ง 2–3 ชม. และสูงขึ้นได้เมื่อวิ่งนานมากขึ้น โดยเริ่มภายใน 20–45 นาทีแรก — ปริมาณที่เหมาะขึ้นกับระยะเวลาและความเข้มของการวิ่ง (วิ่งช้า/สั้นกว่าใช้ปริมาณต่ำลงได้) ส่วนปริมาณช่วงสูง (~90 ก./ชม.) ทำได้เมื่อใช้คาร์บผสม กลูโคส:ฟรุกโตส ~2:1 (multi-transportable) และฝึกระบบทางเดินอาหารมาก่อน [5]
- 🍝คาร์บโหลด 2–3 วันก่อนแข่ง เน้นคาร์บสูง ลดไฟเบอร์/ของมันหนักท้อง — ฝึกมื้อก่อนแข่งใน long run ด้วย
- 🥤ระหว่างวิ่ง ตั้งเป้าตามระยะเวลา/ความเข้ม — หลายคนเริ่มราว 45–60 ก./ชม. ส่วนระดับสูงถึง ~90 ก./ชม. ต้องใช้คาร์บหลายชนิดและฝึกมาก่อน · เริ่มเร็ว จิบสม่ำเสมอทุก ~20–30 นาที อย่ารอจนหิว
- 💧ดื่มน้ำ/อิเล็กโทรไลต์ตามความกระหายและสภาพอากาศ — อย่าดื่มมากเกินจนท้องอืด
- 🧪ซ้อมระบบเติมพลังใน long run ที่ยาวเกิน ~90 นาที — “ลำไส้ก็ต้องฝึก” อย่าลองเจลชนิดใหม่ หรือเพิ่มปริมาณที่ไม่เคยซ้อม ในวันแข่งเด็ดขาด
🌱แผน 18 สัปดาห์ — วิ่งให้จบ (Finish)
วิ่งให้จบ เป้าหมาย: วิ่งจบ 42.195 กม. อย่างปลอดภัย · เงื่อนไขเริ่ม: เคยวิ่งฮาล์ฟจบ หรือมีฐาน ~35–40 กม./สัปดาห์ ต่อเนื่องอย่างน้อย ~4–6 สัปดาห์ โดยไม่มีบาดเจ็บสะสม · ซ้อม 4 วัน/สัปดาห์ (2 Easy + 1 Quality เบา + 1 Long) แต่ละวันซ้อมในตารางนี้ต้องการโภชนาการต่างกัน ดูรายละเอียดการกินก่อน-ระหว่าง-หลังซ้อมแยกตามประเภทวันได้ในบทความ โภชนาการระหว่างซ้อม
| สัปดาห์ | Quality (เบา) | Long Run | รวม/สัปดาห์ |
|---|---|---|---|
| 1 | Easy + strides 6×20 วินาที | Easy 13 กม. | ~38–42 กม. |
| 2 | Tempo 10 นาที | Easy 15 กม. | ~42–46 กม. |
| 3 | Tempo 2×8 นาที | Easy 17 กม. | ~46–50 กม. |
| 4 (ลดโหลด) | Easy + strides 6×20 วินาที | Easy 15 กม. | ~42–46 กม. |
| 5 | Tempo 15 นาที | Easy 18 กม. | ~48–52 กม. |
| 6 | Tempo 2×10 นาที | Easy 20 กม. | ~52–56 กม. |
| 7 | Tempo 18 นาที | Easy 22 กม. | ~56–60 กม. |
| 8 (ลดโหลด) | Tempo 12 นาที (เบาลง) | Easy 19 กม. | ~50–54 กม. |
| 9 | Tempo 2×12 นาที | Easy 23 กม. | ~56–60 กม. |
| 10 | Tempo 20 นาที | Easy 25 กม. | ~60–64 กม. |
| 11 (ลดโหลด) | Tempo 12 นาที | Easy 22 กม. | ~54–58 กม. |
| 12 | Tempo 2×12 นาที | 26 กม. (ท้าย 5 กม. ที่ MP) | ~60–64 กม. |
| 13 | Tempo 18 นาที | Easy 28 กม. | ~62–66 กม. |
| 14 | Tempo 15 นาที | 30 กม. (ท้าย 6 กม. ที่ MP) | ~64–68 กม. |
| 15 | Easy + strides 6×20 วินาที | Easy 32 กม. (long run ที่ยาวที่สุด) | ~64–68 กม. |
| 16 (taper) | Tempo 12 นาที | Easy 24 กม. | ~52–56 กม. |
| 17 (taper) | Easy + strides 4×20 วินาที | Easy 16 กม. | ~38–42 กม. |
| 18 | Race week: Easy 2–3 วัน (วันละ 20–30 นาที) + strides 4×20 วินาที · ลดระยะซ้อมลงมากจาก peak เหลือเพียงวิ่งเบาสั้นๆ (ไม่นับวันแข่ง) | วันแข่ง 🏁 | |
อีก 2 วันที่เหลือเป็น Easy run 40–60 นาที · วันที่เหลือพักหรือ cross-training เบาๆ · long run วิ่งช้าพอที่จะพูดได้ตลอด (เดินแทรกตามจำเป็น) — และ ซ้อมเติมพลังทุก long run ที่ยาวเกิน ~90 นาที
สำหรับนักวิ่ง recreational หลายคน long run ราว 28–32 กม. เป็นจุดสมดุลระหว่างความจำเพาะกับการฟื้นตัว — แต่การจบมาราธอนยังขึ้นกับเพซ การเติมพลัง สภาพอากาศ และความพร้อมรายบุคคล · ถ้าสัปดาห์ไหนล้าเกิน ให้ทำซ้ำสัปดาห์เดิมก่อนค่อยขยับ · เดินสลับวิ่ง (run-walk) เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ได้จริงสำหรับการวิ่งให้จบ · อาการปวดเฉพาะจุดที่แย่ลงเรื่อยๆ ควรพักและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
⚡แผน 20 สัปดาห์ — ทำเวลา (Time Goal)
ทำเวลา เงื่อนไข: วิ่งมาราธอนจบมาแล้ว หรือมีฐาน ~50–60 กม./สัปดาห์สม่ำเสมอ โดยไม่มีบาดเจ็บสะสม · ซ้อม 5 วัน/สัปดาห์ (2 Quality + 1 Long + 2 Easy) · 20 สัปดาห์ แบ่งเป็น Base → Build → Peak → Taper (กำหนด pace แต่ละโซนจาก VDOT)
E = Easy · T = Threshold/Tempo · I = Interval (effort ใกล้ VO2max, ใช้เฉพาะช่วงต้น) · MP = Marathon pace (เพซเป้าหมายวันแข่ง) · r= jog พักระหว่างรอบ · ทุก Quality session รวมวอร์มอัพ 10–15 นาที + คูลดาวน์
สำคัญ: สัปดาห์ที่ long run ปิดท้ายด้วยช่วง MP ให้นับ long run นั้นเป็น quality session ด้วย — สัปดาห์นั้นจึงให้ Q2 เป็นงานเบา (strides) เพื่อไม่ให้มีงานหนัก 3 วัน · ถ้าวันไหนไม่ไหว ลดจำนวนรอบ/ระยะลงได้
| สัปดาห์ | Quality 1 (Threshold) | Quality 2 (Interval / MP) | Long Run | รวม |
|---|---|---|---|---|
| 1 | Tempo 2×10 นาที (T) | 6×400 ม. (I, r=200 ม. jog) | Easy 16 กม. | ~50–55 กม. |
| 2 | Tempo 2×12 นาที | 5×800 ม. (I, r=400 ม.) | Easy 18 กม. | ~55–60 กม. |
| 3 | Tempo 20 นาทีต่อเนื่อง | strides 6×20 วินาที | 20 กม. (ท้าย 5 กม. ที่ MP) | ~58–62 กม. |
| 4 (ลดโหลด) | Tempo 2×10 นาที (เบาลง) | strides 6×20 วินาที | Easy 18 กม. | ~52–56 กม. |
| 5 | Tempo 2×15 นาที | 4×1000 ม. (I, r=400 ม.) | Easy 22 กม. | ~64–68 กม. |
| 6 | Tempo 25 นาที | 5×1000 ม. (I, r=400 ม.) | Easy 24 กม. | ~68–72 กม. |
| 7 | Tempo 2×15 นาที | strides 6×20 วินาที | 26 กม. (ท้าย 6 กม. ที่ MP) | ~70–74 กม. |
| 8 (ลดโหลด) | Tempo 20 นาที | strides 6×20 วินาที | Easy 23 กม. | ~62–66 กม. |
| 9 | Tempo 2×20 นาที | 4×1200 ม. (I, r=400 ม.) | Easy 27 กม. | ~72–76 กม. |
| 10 | Tempo 30 นาที | 10 กม. ที่ MP | Easy 29 กม. | ~76–80 กม. |
| 11 (ลดโหลด) | Tempo 20 นาที (เบาลง) | strides 6×20 วินาที | Easy 26 กม. | ~68–72 กม. |
| 12 | Tempo 2×20 นาที | 5×1000 ม. (I, r=400 ม.) | Easy 29 กม. | ~76–80 กม. |
| 13 | Tempo 25 นาที | strides 6×20 วินาที | 30 กม. (ท้าย 8 กม. ที่ MP) | ~78–82 กม. |
| 14 (ลดโหลด) | Tempo 2×12 นาที | strides 6×20 วินาที | Easy 27 กม. | ~70–74 กม. |
| 15 | Tempo 2×15 นาที | 12 กม. ที่ MP | Easy 30 กม. | ~80–84 กม. |
| 16 (ปรับลด) | Tempo 20 นาที | strides 6×20 วินาที | Easy 27 กม. | ~70–74 กม. |
| 17 | Tempo 2×15 นาที | strides 6×20 วินาที | 32 กม. (ท้าย 10 กม. ที่ MP · long run ที่ยาวที่สุด) | ~82–86 กม. |
| 18 (taper) | Tempo 2×10 นาที | 8 กม. ที่ MP | Easy 24 กม. | ~62–66 กม. |
| 19 (taper) | Tempo 15 นาที | 4×400 ม. ที่ MP (r=200 ม.) | Easy 16 กม. | ~44–48 กม. |
| 20 | Race week: Easy 2–3 วัน (วันละ 20–30 นาที) + 4×400 ม. ที่ MP (r=200 ม.) · ลดระยะซ้อมลงมากจาก peak เหลือเพียงวิ่งเบาสั้นๆ (ไม่นับวันแข่ง) | วันแข่ง 🏁 | 🏁 | |
เว้นวัน Quality ด้วย Easy/พักเสมอ · ตัวอย่าง 5 วัน: จ. Easy · อ. Quality 1 · พ. Easy · พฤ. Quality 2 · ส. Long · (อา./ศ. พัก) — รักษาหลัก “hard day hard, easy day easy”
ตัวเลขกิโลเมตรรวมเป็น ค่าประมาณจาก pace ของแต่ละคน นับรวม warm-up, cool-down และ recovery jog — ให้ ยึดเวลาและ effort ของแต่ละ session เป็นหลัก ถ้าฐานปริมาณคุณต่ำกว่านี้ ให้ลดสเกลทั้งตารางลง (เช่น เริ่มที่ ~45–50 กม./สัปดาห์) แล้วคงรูปแบบ Quality/Long ไว้ · ปริมาณ peak ~80 กม. เป็นระดับนักวิ่งทำเวลาที่มีฐานดี ไม่ใช่ข้อบังคับ
🏁Taper: 3 สัปดาห์สุดท้าย
มาราธอนใช้ taper นานกว่าระยะสั้น (~2–3 สัปดาห์) เพราะปริมาณซ้อมและความล้าสะสมมากกว่า — เป้าหมายคือ “เก็บความฟิตไว้แต่ทิ้งความล้า”
การทบทวนแบบ meta-analysis พบว่า taper ที่ได้ผลดีที่สุดคือ ลดปริมาณการซ้อมลง ~41–60% แบบค่อยๆ ลด (exponential) ขณะที่ คงความเข้มไว้ — เพิ่มประสิทธิภาพได้ ~2–3% โดยเฉลี่ยในงานวิเคราะห์รวม (ไม่การันตีรายบุคคล) [4] ส่วนการลดความเข้มลงนั้นกลับไม่ช่วย
- 📉ลดปริมาณลงเป็นขั้น ตลอด ~3 สัปดาห์สุดท้าย จนสัปดาห์แข่งเหลือเพียงวิ่งเบาสั้นๆ — โดยรวมลดปริมาณลงมากจาก peak สอดคล้องกับช่วงที่ได้ผลดีในงานวิจัย [4]
- ⚡คงความเข้มไว้ — ยังมีช่วงสั้นๆ ที่ MP หรือ Threshold เพื่อให้ขา “จำเพซ” แต่ลดปริมาณ
- 🍝สัปดาห์สุดท้ายเริ่ม คาร์บโหลด 2–3 วันก่อนแข่ง + นอนให้พอ
- 🧠รู้สึก “คันขา อยากวิ่ง” เป็นเรื่องปกติของ taper — อย่าเผลอซ้อมหนักเพิ่ม
อ่านเชิงลึกใน บทความ Tapering (ตอนที่ 10)
🛡หลักปรับแผน & ความปลอดภัย
เพิ่มปริมาณอย่างค่อยเป็นค่อยไป
งานวิจัยเชิงสังเกตของ Nielsen และคณะพบว่า ในนักวิ่งมือใหม่ ผู้ที่เพิ่มระยะวิ่งมากกว่า ~30% ภายในช่วง 2 สัปดาห์ มีแนวโน้มเกิดการบาดเจ็บกลุ่มที่สัมพันธ์กับระยะวิ่งมากกว่ากลุ่มที่เพิ่มน้อยกว่า 10% (เป็นการวิเคราะห์เชิงสำรวจ ไม่พบนัยสำคัญสำหรับการบาดเจ็บรวม) [2] — กฎ ~10% ต่อสัปดาห์ จึงเป็นแนวทางอนุรักษ์นิยม สิ่งสำคัญคือ ไม่เพิ่มแบบพรวดพราด และใส่สัปดาห์ลดโหลดสม่ำเสมอ
เหนื่อยล้าสะสม นอนไม่อิ่ม หัวใจขณะพักสูงผิดปกติ อารมณ์หงุดหงิด หรือ pace เดิมรู้สึกหนักขึ้นเรื่อยๆ — ให้ลดโหลดหรือพักเพิ่ม “ผลของการซ้อมเกิดตอนพัก ไม่ใช่ตอนซ้อม” · มาราธอนคือการซ้อมระยะยาว ความสม่ำเสมอหลายเดือนสำคัญกว่าสัปดาห์ที่หนักที่สุด
อย่าลืมความแข็งแรง
Strength training ~1–2 ครั้ง/สัปดาห์มีหลักฐานช่วยเรื่อง Running Economy และ performance ดู ตอนที่ 12 · จัดไว้วันเดียวกับวันวิ่งหนักเพื่อรักษาวันพักให้เบาจริง และลดในช่วง taper
✅สรุปสิ่งที่ต้องจำ
- 🫀มาราธอนพึ่งระบบแอโรบิกเป็นหลักอย่างท่วมท้น → ปริมาณ Easy/Long คือเครื่องยนต์หลัก
- 🔵Long run คือพระเอก — ยืดถึง ~30–32 กม. (≈20 ไมล์) ไม่ต้องวิ่งครบ 42 กม. ในการซ้อม
- 📊ปริมาณ + long run + เพซซ้อม เป็นตัวแปรที่สัมพันธ์กับเวลามาราธอนมากที่สุด แต่ผลตอบแทนหักงอเมื่อปริมาณสูงมาก [7]
- ⛽“กำแพง” สัมพันธ์กับไกลโคเจนที่พร่องเป็นหลัก (ร่วมกับเพซ/ความร้อน/ภาวะขาดน้ำ) — คาร์บโหลด 8–12 ก./กก. ก่อนแข่ง + เติม 60–90 ก./ชม. ระหว่างวิ่ง ฝึกใน long run [5][8]
- 🟣คนทำเวลา: ฝึก Marathon Pace ในตารางและใน long run เป็นหัวใจของความจำเพาะ
- 🔄รอบ 3 สัปดาห์โหลด + 1 ลดโหลด · เพิ่มปริมาณ ~10% เป็นแนวทาง
- 🏁Taper ~3 สัปดาห์: ลดปริมาณเป็นขั้น คงความเข้ม → เพิ่มประสิทธิภาพ ~2–3% โดยเฉลี่ย [4]
แหล่งอ้างอิง
- Gastin PB. “Energy System Interaction and Relative Contribution During Maximal Exercise.” Sports Medicine, 2001;31(10):725–741. PubMed →
- Nielsen RO, et al. “Excessive progression in weekly running distance and risk of running-related injuries.” Journal of Orthopaedic & Sports Physical Therapy, 2014;44(10):739–747. PubMed →
- Seiler S, Kjerland GØ. “Quantifying training intensity distribution in elite endurance athletes.” Scandinavian Journal of Medicine & Science in Sports, 2006;16(1):49–56. PubMed →
- Bosquet L, Montpetit J, Arvisais D, Mujika I. “Effects of tapering on performance: a meta-analysis.” Medicine & Science in Sports & Exercise, 2007;39(8):1358–1365. PubMed →
- Jeukendrup A. “A Step Towards Personalized Sports Nutrition: Carbohydrate Intake During Exercise.” Sports Medicine, 2014;44(Suppl 1):S25–S33. — เติมคาร์บ 60–90 ก./ชม. และคาร์บผสม multi-transportable. Springer →
- Rapoport BI. “Metabolic Factors Limiting Performance in Marathon Runners.” PLoS Computational Biology, 2010;6(10):e1000960. — แบบจำลองการพร่องไกลโคเจนและ “กำแพง”. PubMed →
- Doherty C, et al. “A Systematic Review of the Training Characteristics of Marathon Runners.” — งานทบทวนเชิงระบบเรื่องปริมาณซ้อม, ความยาว long run และเพซในนักวิ่งมาราธอน (สัดส่วนที่อธิบายเวลาได้แตกต่างกันตามกลุ่มตัวอย่าง). PMC →
- Thomas DT, Erdman KA, Burke LM. “Nutrition and Athletic Performance (Joint Position Stand: AND/DC/ACSM).” Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics, 2016;116(3):501–528. — คาร์บโหลด 8–12 ก./กก./วัน และโภชนาการระหว่างแข่ง. PubMed →

Pingback: โภชนาการระหว่างซ้อม (Training Day Nutrition): กินอย่างไรในวัน Easy, Speed Work และ Long Run - TheSubList
Pingback: ตารางซ้อม Half Marathon 12–16 สัปดาห์: วิ่งให้จบและทำเวลา | TheSubList
Pingback: Speed Work & Interval Training: ฝึกความเร็วอย่างมีหลักวิทยาศาสตร์ | TheSubList